Botany in School Project

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการผ่านพันธุ์พืช

ม. 4/1 ส่งเค้าโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน

เขียนเค้าโครงงานวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่นักเรียนสนใจ

กลุ่มละ 1 เรื่อง

Views: 3240

Replies to This Discussion

 

 

เค้าโครงงานเรื่อง  การศึกษาประสิทธิภาพของอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ  (Jasminum )

 

    ที่มาและความสำคัญ 

 

     เนื่องจากปัจจุบันต้นดอกมะลินั้นมีราคาแพง   ส่วนมากจะปลูกในฤดูฝนจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าทุกฤดูและใช้ระยะนานพอสมควรที่ต้นดอกมะลินั้นจะออกดอกซึ่งดอกมะลิเป็นดอกสิริมงคลที่ไว้ทำในพิธีต่างเช่นวันไหว้แม่กลุ่มของข้าพเจ้าจึงคิดที่จะทดลองทำสูตรอาหารสำหรับดอกมะลิโดยใช้ปุ๋ยสูตร35-0-0ซึ่งมีธาตุประกอบคือ N P K แร่ธรรมชาติช่วยทำให้ต้นพืชนั้นมีความเจริญเร่งดอกผลใบ ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของดอกมะลิ ส่งผลให้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้นลง ได้ดอกมะลิจำนวนมาก      อีกทั้งช่วยอนุรักษ์พันธุ์พืชของดอกมะลิและช่วยลดต้นทุนในการซื้อสูตรอาหารมาตรฐานที่มีราคาแพง

 

     จุดประสงค์

 

     1 เพื่อศึกษาขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นดอกมะลิ

     2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสูตรอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของต้นดอกมะลิ

     3 เพื่อเปรียบเทียบกับสูตรอาหารมาตรฐานคือ Murashige and Skoog กับสูตรอาหารที่คิดค้นขึ้น

 

    สมมติฐาน

 

       ถ้าสูตรปุ๋ย 35 – 0 – 0  มีผลในการเร่งต้น ดอกใบ ของต้นดอกมะลิ   ดังนั้น  เมื่อเรานำปุ๋ย 35 – 0 – 0  ใส่อาหารในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะทำให้ต้นดอกมะลิเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

 

ตัวแปร

    ตัวแปรต้น                      อาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นดอกมะลิ

    ตัวแปรตาม                   การเจริญเติบโตของต้นดอกมะลิ

    ตัวแปรควบคุม              ปริมาณอาหาร  ปริมาณแสง  สายพันธุ์ดอกมะลิ  ขนาดของขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

 

    เอกสารอ้างอิง

 

พฤกษาศาสตร์ของมะลิ

 

   ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum sambac

   ชื่อสามัญ: Arabian Jasmine, Jusmine, Kampopot

   วงศ์: OLEACEAE

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

     ไม้พุ่ม แกมเถา กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆ สีขาว

        ใบ ใบเรียงตรงข้าม ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รีหรือรีขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม. โคนใบมนหรือสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมัน ด้านท้องใบเห็นเส้นใบชัดเจน เส้นใบขนาดใหญ่มี 4-6 คู่ ก้านใบสั้นมากและมีขน         

    ดอก ดอกช่อออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5-8 กลีบ เมื่อดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. ดอกที่อยู่ตรงกลางจะบานก่อน มีกลิ่นหอมแรง แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นหลอดสีเขียวอมเหลืองอ่อน ส่วนปลายแยกเป็น เส้น เกสรเพศผู้ 2 อันติดกับกลีบดอกในหลอดสีขาว มักไม่ติดผล

http://flowers-of-the-world.blogspot.com/2009/08/blog-post_27.html

 

    อุปกรณ์

 

    1 ตะแกรง

    2 ใบมีด

    3 ขวดแก้ว

    4 หม้อนึ่ง

    5 คีมคีบ

    6 หม้อนึ่งอัดไอ

    7 จานเพาะเชื้อ

 

   สารเคมี

 

  1.  clorox            50 ml
  2. แอลกอฮอล์           70 %
  3.  น้ำตาลทราย        30 g
  4.  ผงวุ้น                   7 g
  5.  น้ำขี้เถ้า                10 ml
  6. น้ำส้มสายชู         10 ml
  7. น้ำกลั่น                1000 ml\
  8.  ปุ๋ยสูตร  35 – 0 – 0      1.5g

    

    วิธีทำ

 

 ตอนที่ 1 การเตรียมอาหาร

 

  1.  ใส่ปุ๋ยสูตร  35 - 0 – 0  1.5 g  น้ำตาลทราย  30  g  ผงวุ้น  7  g   ลงในหม้อ
  2. ปรับค่า  ph  โดยใช้น้ำขี้เถ้าและน้ำสมสายชู  ให้มีค่า  ph  5.5 – 5.8
  3. นำส่วนผสมทั้งหมดไปต้มแล้วคน ให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. นำส่วนผสมที่ต้มแล้วเทลงในขวดแล้วปิดฝาแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ

 

ตอนที่ 2 การศึกษาประสิทธิภาพของอาหารสูตรปุ๋ย 35

 

  1. คัดเลือกก้านดอกมะลิที่สมบูรณ์
  2. ทำความสะอาดก้านดอกมะลิด้วย แล้วใช้ Clorox  ในการทำความสะอาดก้านดอกมะลิ
  3. นำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ
  4. สังเกตการเปลี่ยนแปลง ทุก 2 วัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสูตร   Murashige and Skoog
  5. บันทึกผลการทดลอง

 

   ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

  1. ได้สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับดอกมะลิ
  2. เพิ่มจำนวนดอกมะลิและใช้ระยะเวลาสั้นลง
  3. ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
  4. ลดต้นทุนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  5. ช่วยอนุรักษ์พันธ์พืช
  6. เพื่อผลิตสูตรอาหารขึ้นมาใหม่

 

  ผู้จัดทำ

 

  1. นาย ศรัญญู    หยกสินพูนทวี  ชั้น ม. 4/1  เลขที่  4
  2. นาย อนุพงษ์    พิงต๊ะ  ชั้น ม. 4/1  เลขที่  7
  3. นางสาว กุลธิดา   สมคำ  ชั้น ม. 4/1  เลขที่    8

 

   อาจารย์ที่ปรึกษา

      อาจารย์  สุทธิพร     พลพยัคฆ์กุล

 

 

โครงงาน

เปรียบเทียบสูตรอาหารในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

สารอาหารที่ที่มาและความสำคัญ

  เนื่องจากในชุมชนของข้าพเจ้า มีต้นเฟิร์นใบมะขาม ซึ่งปัจจุบันพืชชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์ กลุ่มของข้าพเจ้าจึงเกิดแนวคิดที่จะอนุรักษ์เฟิร์นไว้ โดยการนำเอาชิ้นส่วนของเฟิร์นใบมะขาม  มาทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบ2สูตรอาหารคือ สูตรน้ำมะพร้าว และสูตรน้ำมะเขือเทศ  เป็นสูตรอาหารที่มีส่วนเป็นพืชในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนในการซื้อสูตรอาหารที่มีราคาแพง อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ต้นเฟิร์นใบมะขามไว้และให้อยู่กับชุมชนเราตลอดไป

จุดประสงค์ 

1.เพื่อศึกษาขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

สมมุติฐาน

1. ถ้าฮอร์โมนไซโตโคนินในน้ำมะพร้าวมีผลต่อการงอกของเฟิร์นใบมะขาม ดังนั้นสูตรอาหารที่ทำด้วยน้ำมะพร้าวจะทำให้เฟิร์นงอกเร็ว

 2.ถ้าสารฟอสฟอรัส โพแทสเซียม  แมกนีเซียมในน้ำมะเขือเทศมีผลต่อการเจริญเติบโตของเฟิร์นใบมะขาม ดังนั้น สูตรอาหารที่ทำด้วยน้ำมะเขือเทศจะทำให้เฟิร์นใบมะขามเติบโตเร็ว

3.ถ้าสูตรอาหารที่ทำด้วยน้ำมะพร้าวมีผลทำให้เฟิร์นใบมะขามงอกเร็ว ดังนั้นสูตรอาหารที่ทำด้วยน้ำมะพร้าวจะดีกว่าสูตรอาหารที่ทำด้วยน้ำมะเขือเทศ

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง

 ตัวแปรต้น     สูตรอาหาร

ตัวแปรตาม    การงอกของใบเฟิร์น

ตัวแปรควบคุม   ระยะเวลา  สภาพแวดล้อม  ภาชนะ  อุณหภูมิ  ปริมาณสาร  ปริมาณอาหาร

 

เอกสารอ้างอิง

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Nephrolepis cordifolia (L.)Prresl.
ชื่อสามัญ               :  Sword Fern, FishboneFern
ชื่อไทย                  :  เฟินใบมะขาม กูดสร้อย

       ตัวอย่างสกุลนี้ที่เรารู้จักกันดี คือ เฟินใบมะขามพันธุ์ต่างๆ ที่นิยมปลูกประดับกันอย่างแพร่หลาย หรือถือได้ว่า เป็นเฟินที่เราพบเห็นได้ง่ายและอาจบ่อยที่สุดกว่าเฟินชนิดอื่น เนื่องจากเป็นเฟินที่ปลูกเลี้ยงได้ง่าย และขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก และยังมีชนิดหรือสายพันธุ์แตกออกไปมากมายให้เลือกปลูก

         

 ลักษณะทั่วไป ลำต้นมีเป็นเหง้าสั้น ตั้งตรงหรือเอน มีขนหรือเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุม มีไหลเป็นเส้นเล็ก ปกคลุมด้วยขนหรือเกล็ด ดูคล้ายเชือก เลื้อยไปตามผิวดิน และเกิดเป็นต้นใหม่ตามไหลได้ บางชนิดของสกุลนี้ ระบบสามารถสร้างปมเก็บน้ำเพื่อเอาไว้ใช้ในฤดูแล้ง
          ลักษณะใบ ใบรูปหอกแคบ เรียวยาว เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยไม่ก้านใบ ที่บริเวณใกล้โคนก้าน มีใบย่อยขนาดเล็กมองดูคล้ายเกล็ด สปอร์เกิดใต้ใบ เกิดเป็นแถวเดียวใกล้ขอบของใบย่อย กลุ่มอับสปอร์รูปเมล็ดถั่วหรือรูปไต มีเยื่ออินดูเซียปิดอับสปอร์ด้านบน

           การปลูก เครื่องปลูกที่เหมาะสำหรับเฟินชนิดนี้ ต้องการความร่วนและโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บไว้ชื้นได้ดี เครื่องปลูกควรผสมด้วย ดินร่วนโปร่ง ใบไม้ผุ ทราย และก้อนถ่านกระถาง สามารถเลือกกระถางตั้งพื้นหรือตระกร้ากระเช้าแขวนก็ได้ โดยสามารถแขวนได้ทั้งภายในอาคาร ในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือปลูกเป็นไม้พุ่มคลุมดินในสวนประดับ บริเวณที่ได้แสงอ่อน หรือแดดรำไร เช่นใต้ต้นไม้ หรือข้างตัวอาคาร หรือปลูกบริเวณที่ได้แสงแดดเต็ม ก็สามารถปลูกได้ แต่ต้องมีความชื้นเพียงพอด้วย บางชนิดปลูกเป็นไม้เกาะอาศัยบนต้นปาล์มได้ดี บางชนิดปลูกติดกำแพงได้ เมื่อมันสามารถตั้งตัวได้ จะมีไหลเลื้อยไปเกิดต้นไหม่ ทำให้ดูแน่นและสวยงามเป็นธรรมชาติเฟินชนิดนี้สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว การขยายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งสปอร์และการผ่ากอแบ่งเหง้า ซึ่งวิธีหลังง่ายกว่าการเพาะสปอร์มาก

 

 วัสดุอุปกรณ์

อุปกรณ์

1.ขวดแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ                                     

2.คีมคีบ(forsep)                                                     

3.ไหนึ่ง   หม้อนึ่ง                                                       

4.เหยือกน้ำขนาด  1000ml.                                     

5.ที่ตวงสารขนาด  250ml.                                     

6.หม้อ                                                                     

7.กระดาษฟอยด์อะลูมิเนียม                                            

8.ตะเกียงแอลกอฮอล์

9.พลาสติกใส

10.ใบมีด

11.ถุงมือ

12.ตะแกรงหรือชั้นวางอุปกรณ์

13.ผ้าปิดจมูก

14.บิกเกอร์ขนาดต่างๆ

15.เสื้อกราวน์

16.จานเพาะเชื้อ

สารเคมี

1.น้ำกลั่น         

2.หัววุ้น      

3.น้ำยาล้างจาน

4.แอลกอฮอร์

5.Crorox(ไฮเตอร์)

6.วิตามินหรือสูตรอาหาร น้ำมะพร้าว,น้ำมะเขือเทศ

 7. ปุ๋ย

 

วิธีการทดลอง/การเตรียมอุปกรณ์

1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์

1.1เตรียมนึ่งอุปกรณ์

1.นำอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ไปนึ่งในน้ำที่มีอุณหภูมิ  90-100 เซลเซียสประมาน 20นาที(ก่อนนึ่งให้วางอุปกรณ์ไว้ห่างกันประมาณ1.5cm.)จากนั้นใส่กล่องมิดชิดเก็บใส่ตู้

1.2เตรียมสาร

1.นำขวดแก้วที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วมาใส่สารดังนี้

-แอลกอฮอร์  70%  นำน้ำกลั่นปริมาณ  25ml.ต่อแอลกอฮอร์วิธีการทดลอง

  1. ก่อนจะเข้าห้องเพาะเลี้ยงให้ทำการพ่นแอลกอฮอล์ที่มือ และใส่หน้ากาก เสื้อกราวน์และถุงมือ
  2. เตรียมสารและอุปกรณ์ที่จะทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปไว้ทางด้านซ้ายมือขณะการทำการเพาะเลี้ยง
  3. นำขวดอาหารไว้ทางด้านขวาขณะทำการเพาะเลี้ยง
  4. ลงมือปฏิบัติ โดยการนำคีมคีบ  มีด  ไปจุ่มแอลกอฮอล์ที่เตรียมไว้ และเก็บอุกรณ์ไว้บนตะแกรงจากนั้นใช้คีมคีบเอาชิ้นส่วนของเฟิร์นใบมะขามที่แช่ไว้มาตัดเป็นท่อนขนาด 1.5 cm.ให้ตัดตรงที่มีตา
  5. เปิดฝาขวดอาหารและนำปากขวดอาหารไปลนไฟและใช้คีมคีบเอาก้านของเฟิร์นใบมะขามที่ตัดปักลงในอาหาร พยายามอย่าให่คีมคีบโดนปากขวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  6. ลนไฟอีกครั้งและปิดฝาขวดอาหาร ห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยด์และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้น
  7. นำขวดไปวางบนชั้น
  8. ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทั้งสองสูตรอาหารสูตรละ5ขวด
  9. ให้ปรับแสง  อุณหภูมิให้เหมาะสม
  10. เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ ดุการเปลี่ยนแปลง
  11. เปรียบเทียบผลการเปลี่ยนแปลงของทั้ง2สูตรอาหาร
  12. บันทึกผลการทดลอง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1.   รู้ถึงวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  2.   เป็นการนำเอาวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์
  3. ได้รู้ว่าสูตรอาหารไหนที่ทำให้ต้นเฟิร์นมะขามเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน

ข้อเสนอแนะ /ปัญหา

  1. รักษาความสะอาดให้ดีที่สุด
  2. ไม่ควรวางแอลกอฮอล์ใกล้กับตะเกียงแอลกอฮอล์
  3. หากจะย้ายตะเกียงควรดับไฟเสียก่อน

 

 

ชื่อสมาชิก

1 นายสันชัย    อุ่นแก้ว เลขที่ 5

2 นางสาวศรี  ปู่อ้าย เลขที่ 15

3 นางสาวเสาวลักษณ์  หยกสินพูนทวี  เลขที่19

       นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

อาจารย์ สุทธิพร  พลพยัคฆ์กุล

 

 

 

 

โครงงาน
เรื่อง การศึกษาเกี่ยวกับเชื้อรา
ที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากเราได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเราก็ประสบปัญหากับการที่มีเชื้อราขึ้นในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งเชื้อราที่ออกมานั้นมีหลายชนิดแต่ละชนิดแตกต่างกันจึงทำให้เราอยากจะศึกษาเกี่ยวกับเชื้อราที่พบในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าเชื่อราที่เกิดขึ้นเป็นเชื่อราชนิดใดและการเกิดเชื่อราเหล่านี้ที่เกิดในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเกิดจากสาเหตุใด
จุดประสงค์
1.เพื่อต้องการทราบว่าการเกิดเชื่อราในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเกิดจากสาเหตุใด
2.เพื่อต้องการทราบว่าเชื่อราที่เกิดในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นเชื่อราชนิดใด
สมมติฐาน
ถ้าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีการปนเปื้อนเกิดขึ้นทำให้เกิดเชื่อรา ดังนั้น จะพบเชื่อรา 3 ชนิด
ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
ตัวแปรต้น เชื่อราที่ขึ้นบนอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ตัวแปรตาม ชนิด, ชื่อวิทยาศาสตร์, ลักษณะทั่วไปของเชื่อรา
ตัวแปรควบคุม ปริมาณของแสง
วัสดุอุปกรณ์
1.สไลด์ และแผ่นกระจกปิดสไลด์
2.เข็มเขี่ยเชื่อรา
3.สี carbol fuchsin
4.กล้องจุลทรรศน์
5.น้ำยา lactophenol cottonblue
การทดลอง
1.นำขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เกิดเชื่อรามา 10 ขวด แล้วมาทำการทดลอง
2.หยดน้ำยา lactophenol cottonblue ลงบนแผ่นสไลด์
3.ใช้เข็มที่เตรียมไว้เขี่ยเชื่อราแล้วปิดด้วยกระจกปิดสไลด์
4.แล้วนำเชื่อรามาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์
5.ศึกษาเชื่อราโดยดูลักษณะของเชื่อราแล้วมาเปรียบเทียบดูในหนังสือแล้ววาดรูปหรือถ่ายรูปไว้เพื่อดูว่าเชื่อราเป็นเชื่อราชนิดใดแล้วจดบันทึก
ผู้จัดทำ
1.นาย ทักษิณ สิงห์อุด เลขที่ 2 ชั้น ม.4/1
2.นาย อนวัฒน์ แดงบุตร เลขที่ 6 ชั้น ม.4/1
3.นางสาว วนิดา สุภาราช เลขที่ 14 ชั้น ม.4/1
อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
อาจารย์ สุทธิพร พลพยัคฆ์กุล


นายอนุพงษ์ พิงต๊ะ said:

 

 

เค้าโครงงานเรื่อง  การศึกษาประสิทธิภาพของอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ  (ดอกมะลิ )

 

    ที่มาและความสำคัญ 

 

     เนื่องจากปัจจุบันต้นดอกมะลินั้นมีราคาแพง   ส่วนมากจะปลูกในฤดูฝนจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าทุกฤดูและใช้ระยะนานพอสมควรที่ต้นดอกมะลินั้นจะออกดอกซึ่งดอกมะลิเป็นดอกสิริมงคลที่ไว้ทำในพิธีต่างเช่นวันไหว้แม่กลุ่มของข้าพเจ้าจึงคิดที่จะทดลองทำสูตรอาหารสำหรับดอกมะลิโดยใช้ปุ๋ยสูตร35-0-0ซึ่งมีธาตุประกอบคือ N P K แร่ธรรมชาติช่วยทำให้ต้นพืชนั้นมีความเจริญเร่งดอกผลใบ ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของดอกมะลิ ส่งผลให้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้นลง ได้ดอกมะลิจำนวนมาก      อีกทั้งช่วยอนุรักษ์พันธุ์พืชของดอกมะลิและช่วยลดต้นทุนในการซื้อสูตรอาหารมาตรฐานที่มีราคาแพง

 

     จุดประสงค์

 

     1 เพื่อศึกษาขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นดอกมะลิ

     2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสูตรอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของต้นดอกมะลิ

     3 เพื่อเปรียบเทียบกับสูตรอาหารมาตรฐานคือ Murashige and Skoog กับสูตรอาหารที่คิดค้นขึ้น

 

    สมมติฐาน

 

       ถ้าสูตรปุ๋ย 35 – 0 – 0  มีผลในการเร่งต้น ดอกใบ ของต้นดอกมะลิ   ดังนั้น  เมื่อเรานำปุ๋ย 35 – 0 – 0  ใส่อาหารในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะทำให้ต้นดอกมะลิเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

 

ตัวแปร

    ตัวแปรต้น                      อาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นดอกมะลิ

    ตัวแปรตาม                   การเจริญเติบโตของต้นดอกมะลิ

    ตัวแปรควบคุม              ปริมาณอาหาร  ปริมาณแสง  สายพันธุ์ดอกมะลิ  ขนาดของขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

 

    เอกสารอ้างอิง

 

พฤกษาศาสตร์ของมะลิ

 

   ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum sambac

   ชื่อสามัญ: Arabian Jasmine, Jusmine, Kampopot

   วงศ์: OLEACEAE

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

     ไม้พุ่ม แกมเถา กิ่งอ่อนมีขนสั้นๆ สีขาว

        ใบ ใบเรียงตรงข้าม ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รีหรือรีขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม. โคนใบมนหรือสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมัน ด้านท้องใบเห็นเส้นใบชัดเจน เส้นใบขนาดใหญ่มี 4-6 คู่ ก้านใบสั้นมากและมีขน         

    ดอก ดอกช่อออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5-8 กลีบ เมื่อดอกย่อยบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. ดอกที่อยู่ตรงกลางจะบานก่อน มีกลิ่นหอมแรง แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นหลอดสีเขียวอมเหลืองอ่อน ส่วนปลายแยกเป็น เส้น เกสรเพศผู้ 2 อันติดกับกลีบดอกในหลอดสีขาว มักไม่ติดผล

http://flowers-of-the-world.blogspot.com/2009/08/blog-post_27.html

 

    อุปกรณ์

 

    1 ตะแกรง

    2 ใบมีด

    3 ขวดแก้ว

    4 หม้อนึ่ง

    5 คีมคีบ

    6 หม้อนึ่งอัดไอ

    7 จานเพาะเชื้อ

 

   สารเคมี

 

  1.  clorox            50 ml
  2. แอลกอฮอล์           70 %
  3.  น้ำตาลทราย        30 g
  4.  ผงวุ้น                   7 g
  5.  น้ำขี้เถ้า                10 ml
  6. น้ำส้มสายชู         10 ml
  7. น้ำกลั่น                1000 ml\
  8.  ปุ๋ยสูตร  35 – 0 – 0      1.5g

    

    วิธีทำ

 

 ตอนที่ 1 การเตรียมอาหาร

 

  1.  ใส่ปุ๋ยสูตร  35 - 0 – 0  1.5 g  น้ำตาลทราย  30  g  ผงวุ้น  7  g   ลงในหม้อ
  2. ปรับค่า  ph  โดยใช้น้ำขี้เถ้าและน้ำสมสายชู  ให้มีค่า  ph  5.5 – 5.8
  3. นำส่วนผสมทั้งหมดไปต้มแล้วคน ให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. นำส่วนผสมที่ต้มแล้วเทลงในขวดแล้วปิดฝาแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ

 

ตอนที่ 2 การศึกษาประสิทธิภาพของอาหารสูตรปุ๋ย 35

 

  1. คัดเลือกก้านดอกมะลิที่สมบูรณ์
  2. ทำความสะอาดก้านดอกมะลิด้วย แล้วใช้ Clorox  ในการทำความสะอาดก้านดอกมะลิ
  3. นำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ
  4. สังเกตการเปลี่ยนแปลง ทุก 2 วัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสูตร   Murashige and Skoog
  5. บันทึกผลการทดลอง

 

   ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

  1. ได้สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับดอกมะลิ
  2. เพิ่มจำนวนดอกมะลิและใช้ระยะเวลาสั้นลง
  3. ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
  4. ลดต้นทุนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  5. ช่วยอนุรักษ์พันธ์พืช
  6. เพื่อผลิตสูตรอาหารขึ้นมาใหม่

 

  ผู้จัดทำ

 

  1. นาย ศรัญญู    หยกสินพูนทวี  ชั้น ม. 4/1  เลขที่  4
  2. นาย อนุพงษ์    พิงต๊ะ  ชั้น ม. 4/1  เลขที่  7
  3. นางสาว กุลธิดา   สมคำ  ชั้น ม. 4/1  เลขที่    8

 

   อาจารย์ที่ปรึกษา

      อาจารย์  สุทธิพร     พลพยัคฆ์กุล

 

 

ชื่อ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบ

ที่มาและความสำคัญ

      ในหมู่บ้านกองก๋อยเป็นหมู่บ้านที่ตั้งในชุมชนที่มีพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ขึ้นอยู่เกือบตลอดทั้งปี  ดังเช่นดอกกุหลาบที่จะพบเห็นได้ทั่วไปซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีลักษณะทางพฤษศาสตร์การเจริญเติบโตแตกต่างกันแต่โดยส่วนใหญ่แล้วดอกกุหลาบเจริญเติบโตอยากและต้องการดูแลรักษา

           ดังนั้นจากที่กลุ่มข้าพเจ้าเรียนเลี้ยงน.ย.พ.ซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืชและการดูแลรักษาพืชอย่างใกล้ชิดจึงคิดที่จะทำโครงงานเรื่องการศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกุหลาบ3สายพันธุ์ได้แก่ในห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งเป็นการศึกษาเปรียบเทียบวัดการเจริยเติบโตของส่วนต่างๆของต้นกุหลาบแต่ละสายพันธุ์เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเปรียบเทียบจากพันธุ์กุหลาบที่เจริยเติบโตได้ดีที่สุดมขายายพันธุ์โดยการปลุกและพัฒนาและเป็นไม้ดอกที่สร้างมูลค่าและรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้

             วัตถุประสงค์

                         1.เพื่อสึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกุหลาบ

                         2.เพื่อต้องการทราบดอกกุหลาบที่เจริญเติบดตดีที่สุด

                         3.เพื่อพัฒนากุหลาบที่เจริญเติบโตดีที่สุดให้สร้างมูลค่าและรายได้ชุมชนได้

             สมมติฐาน

                          ถ้าดอกกุหลาบหนูพบได้มากในชุมชนบ้านกองก๋อย 

ดังนั้นกุหลาบหนูเป็นพืชเจริญเติบโตได้ดีที่สุด

 อุปกรณ์

 

    1 ตะแกรง

    2 ใบมีด

    3 ขวดแก้ว

    4 หม้อนึ่ง

    5 คีมคีบ

    6 หม้อนึ่งอัดไอ

    7 จานเพาะเชื้อ

 

   สารเคมี

 

  1.  clorox            50 ml
  2. แอลกอฮอล์           70 %
  3.  น้ำตาลทราย        30 g
  4.  ผงวุ้น                   7 g
  5.  น้ำขี้เถ้า                10 ml
  6. น้ำส้มสายชู         10 ml
  7. น้ำกลั่น                1000 ml\
  8.  ปุ๋ยสูตร  35 – 0 – 0      1.5g

    

    วิธีทำ

 

 ตอนที่ 1 การเตรียมอาหาร

 

  1.  ใส่ปุ๋ยสูตร  35 - 0 –  0  1.5 g  น้ำตาลทราย  30  g  ผงวุ้น  7  g   ลงในหม้อ
  2. ปรับค่า  ph  โดยใช้น้ำขี้เถ้าและน้ำสมสายชู  ให้มีค่า  ph  5.5 – 5.8
  3. นำส่วนผสมทั้งหมดไปต้มแล้วคน ให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. นำส่วนผสมที่ต้มแล้วเทลงในขวดแล้วปิดฝาแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ

 

ตอนที่ 2 การศึกษาประสิทธิภาพของอาหารสูตรปุ๋ย 35

 

  1. คัดเลือกก้านดอกมะลิที่สมบูรณ์
  2. ทำความสะอาดก้านดอกมะลิด้วย แล้วใช้ Clorox  ในการทำความสะอาดก้านดอกมะลิ
  3. นำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ
  4. สังเกตการเปลี่ยนแปลง ทุก 2 วัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสูตร   Murashige and Skoog
  5. บันทึกผลการทดลอง

ผู้จัดทำ

 

นางสาวปวริศา  คำปัน

นางสาวฉัตรฑริกา  วงศ์คำ

นางสาวพิชญาภัค  จันทร์ขาว

เค้าโครงงานเรื่อง การเปรียบเทียบสูตรอาหาร

ที่มาและความสำคัญ

            เนื่องจากกลุ่มของข้าพเจ้าได้เรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชกลุ่มของข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่ทำการทดลองเปรียบเทียบสูตรอาหารของ Murashige and skoog  ที่ใส่น้ำตาลที่มีซูโครสเป็นหน่วยที่ให้ทั้งโครงสร้างและพลังงาน สำหรับใช้ในการเจริญเติบโตของพืช กลุ่มของข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่ว่าน้ำตายก็ผลิตมาจากอ้อยและในตอนนี้น้ำตาลมีราคาสูงขึ้น กลุ่มของข้าพเจ้าคิดว่าน้ำอ้อยที่มีเข้มข้นมากก่าน้ำตาลก็จะสามารถใช้แทนกันได้

                ดังนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าจึงมีความสนใจที่จะจัดทำโครงงานเรื่องการเปรียบเทียบสูตรอาหารโดยใช้สูตรที่ใส่น้ำตาลและสูตรที่ใส่น้ำอ้อยการทำการทดลองนำสูตรอาหารแต่ละชนิดมาเปรียบเทียบกันแล้วพวกเราทำการทดสอบว่าสูตรไหนจะทำให้เนื้อเยื่อกุหลาบหนูเจริญเติบโตได้ดีกว่ากันโดยสูตรแรกเราจะใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบของสูตรอาหารของ Murashige and skoog  สูตรที่สองเราจะใช้น้ำอ้อยเป็นส่วนประกอบของสูตรอาหาร Murashige and skoog  

                โครงงานการเปรียบเทียบสูตรอาหารโดยใช้น้ำอ้อยสามารถช่วยลดต้นทุนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชและทำให้เนื้อเยื่อกุหลาบหนูเจริญเติบโตได้ดีกว่า

 

วัตถุประสงค์

1.เพื่อต้องการทราบว่าน้ำอ้อยสามารถใช้แทนน้ำตาลได้

2.เพื่อต้องการเปรียบเทียบสูตรอาหารที่ใส่น้ำตาลและน้ำอ้อย

3.เพื่อต้องการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกูหลาบหนู

 

สมมติฐาน

                ถ้าน้ำตาลมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนั้นนน้ำอ้อยที่มีความเข้มข้นมากกว่าน้ำตาลจะทำให้กุหลาบหนูเจริญเติบโตได้ดีกว่า

                ตัวแปร

                ตัวแปรต้น - น้ำอ้อย,น้ำตาล

                ตัวแปรตาม – การเจริญเติบโตของกุหลาบหนู

                ตัวแปรควบคุม – ปริมาณ(น้ำอ้อย,น้ำตาล),ระยะเวลา , สภาพแวดล้อม , ภาชนะ , อุณหภูมิ, ปริมาณอาหาร

 

เอกสารอ้างอิง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Rosa spp.
ชื่อวงศ์: Rosaceae
ชื่อ สามัญ: Rose
ลักษณะทั่วไป:
     ต้น ไม้พุ่มขนาดเล็ก แต่บางชนิดมีขนาดใหญ่หรือเป็นไม้เลื้อย เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกสีเขียว
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5-9 ใบ ออกลับกัน ใบรูปไข่ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย
     ดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือดอกช่อ กลีบดอกแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นเดียว จะมี 5 กลีบ ยกเว้นบางชนิดที่มีเพียง 4 กลีบ คือ Rosa sericea และ Rosa omeiensis ส่วนกลีบดอกกึ่งซ้อนมี 6-20 กลีบ กลีบดอกซ้อนมีตั้งแต่ 20 กลีบไปจนถึง 50-60 กลีบ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียวหรือสีเขียวอมแดงเรื่อ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก อับเรณูสีเหลืองล้อมรอบเกสรเพศเมียซึ่งรวมเป็นกระจุกอยู่กลางดอก และจะอยู่ในระดับต่ำกว่าเกสรเพศผู้
     ฝัก/ผล เป็นผลกลุ่ม ผลแก่แห้ง เมื่อเริ่มติดผลส่วนที่เป็นรังไข่จะขยายพองโตขึ้นโดยมีฐานรองดอกหุ้มไว้ ภายในประกอบด้วยผลย่อยจำนวนสองถึงหลายสิบผล ผลมีรูปร่างต่างๆ กัน ตามชนิด เช่น กลม กลมแป้น ยาวรี มีเนื้อนุ่ม และมีหลายสี เช่น สีส้ม สีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำตาล
     เมล็ด เมล็ดล่อน (achene) ค่อนข้างกลม รูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มม. เมล็ดอ่อนสีขาวอมเขียว ที่ปลายมีสีแดง เมล็ดแก่สีน้ำตาล จำนวน 2-18 เมล็ด
ฤดูกาลออกดอก: ตลอดปี โดยเฉพาะ ธ.ค.-มี.ค.
การปลูก: ปลูงลงกระถางหรือลงแปลงประดับสวน
การ ดูแลรักษา: ชอบดินที่เป็นกรดเล็กน้อย อากาศเย็น
การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ติดกิ่ง ติดตา หน่อ
ส่วนที่มีกลิ่น หอม: ดอก
การใช้ประโยชน์:
     - ตัดดอกประดับแจกัน
     - กลีบดอกแรกแย้มสกัดได้น้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่น โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง
     - ร้อยมาลัย และบุหงา
ถิ่น กำเนิด: กุหลาบอยู่ในสกุล Rosa มีอยู่ประมาณ 125 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในเอเซียประมาณ 95 ชนิด ในอเมริกา 18 ชนิด ส่วนที่เหลือมีถิ่นกำเนิดในยุโรปหรือตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา
สรรพคุณทางยา:
     - ดอก มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับน้ำดี
     - ผล มีวิตามินซีมาก

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย:
- ร้านไผ่เงินเจริญทรัพย์ http://www.nanagarden.com/Supplier-Home.aspx?SupplierID=1287

 

กุหลาบหนู (Miniature Rose)

ลักษณะทั่วไป กุหลาบหนู เป็นกุหลาบที่มีความสวยงามน่ารักและสดใส เป็นไม้พุ่ม สูง 20 - 50 เซนติเมตร ลำต้นมีหนามใบประกอบออกสลับ ใบย่อย 5 ใบ เป็นรูปรี ขอบหยัก ปลายแหลม โคงมน หูใบติดกับก้านใบ สีเขียวสดดอก มีหลายสี เช่น สีแดง สีขาว สีชมพู และดอกเดียว 2 สี ออกเป็นดอกเดี่ยวๆที่ปลายยอด กลีบดอกมีทั้งชั้นเดียวและหลายชั้น มีกลีบดอกห้ากลีบ เกสรตัวผู้และตัวเมียแยกที่อยู่กัน ชนิดสองสี ปลาบกลีบดอกเป้นสีแดง โคนกลีบดอกเป็นสีขาว เวลาออกดอกบานจะดูสวยงามสดใสมาก
ฤดูกาลออกดอก ออกดอกตลอดทั้งปี
สภาพการ ปลูกกุหลาบหนูเป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกได้ทั้งลงดินและปลูกลงกระถาง เป็นไม้ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำท่วมขังถ้าปลูกลงดินควรยกแปลงปลูกให้สูง ปลูกในกระถางควรทำทางระบายน้ำใหัไหลดี ตั้งในที่ที่มีแดดส่องถึงทั้งวันดินปลูกเพิ่มฟางแห้งหั่น ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก แกลบดำ แกลบดิบ คลุกให้เข้ากัน จากนั้นนำต้นลงปลูก กลบดินโคนต้นให้แน่น ใช้ฟางแห้งคลุมหน้าดินไว้ บำรุงปุ๋ยขี้วัวขี้ควายแห้งโรยตามหน้าดิน 15 วันครั้ง จะทำให้ โตเร็วและมีดอกสวยงาม

ยิ่งเก็บดอก ยิ่งได้ดอก ต้นกุหลาบ หนู จะเริ่มเก็บดอกได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน ภายหลังปลูก โดยยิ่งเก็บดอกก็จะยิ่งมีการแตกกิ่งก้าน ทรงพุ่ม และยิ่งให้ดอกมากขึ้นเรื่อยๆ บนต้นกุหลาบหนูอายุประมาณ 6 เดือน 1 ต้น จะสามารถเก็บดอกในแต่ละวันได้ไม่น้อยกว่า 20 ดอก บางทีต้นเดียวเก็บได้ถึง 50 ดอกก็มี แล้วแต่ช่วงจังหวะเวลาบนพื้นที่ 1 ไร่ ในระยะที่กำลังให้ดอกดีมีสภาพอากาศอันเหมาะสม บำรุงต้นมาดี จะสามารถเก็บดอกได้ 5,000- 10,000 ดอกต่อครั้งโดยบนแปลงเดียวกันนั้นเราจะสามารถเก็บดอกได้ 3 วันต่อครั้ง นั่นคือ เก็บ 1 วัน แล้วเว้น 2 วันนั่นเอง

การตัดแต่งบำรุงต้น แม้ว่ากุหลาบ หนูจะให้ดอกตลอดเวลาแต่ก็จะให้ดอกตามการดูแลเป็นระยะ เช่น เราดูแลมาดีแล้วก็จะให้ดอกดีอยู่ประมาณ 1 เดือนแล้วเริ่มซาลง ระยะที่ดอกซาลงนี้เราควรจะทำการตัดแต่ง เอากิ่งแก่ กิ่งเสีย ออกจากต้นไปบ้างแล้วทำการบำรุงดีๆอีกครั้งหนึ่ง ให้ปุ๋ยทางดินเป็นการกระตุ้นเช่นนี้จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 2 เดือนต่อครั้งหรือถ้าสามารถทำได้ทุกเดือนก็จะเป็นการดี กุหลาบหนูบนพื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ในระยะที่ดอกดี ราคาดี จะสามารถทำเงินได้วันละ 2-3 พันบาท ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลย เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆออกแล้วก็ยังมีเหลือจนน่าพอใจ แต่บางระยะเวลา ก็มีการปลูกกันมากจนผลผลิตล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกมาก จึงต้องพร้อมเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=wanthong&month=02-2010...

 

 วัสดุอุปกรณ์

อุปกรณ์

1.ขวดแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ                                     

2.คีมคีบ(forsep)                                                     

3.ไหนึ่ง   หม้อนึ่ง                                                       

4.เหยือกน้ำขนาด  1000ml.                                     

5.ที่ตวงสารขนาด  250ml.                                     

6.หม้อ                                                                     

7.กระดาษฟอยด์อะลูมิเนียม                                            

8.ตะเกียงแอลกอฮอล์

9.พลาสติกใส

10.ใบมีด

11.ถุงมือ

12.ตะแกรงหรือชั้นวางอุปกรณ์

13.ผ้าปิดจมูก

14.บิกเกอร์ขนาดต่างๆ

15.เสื้อกราวน์

16.จานเพาะเชื้อ

สารเคมี

1.น้ำกลั่น         

2.หัววุ้น      

3.น้ำยาล้างจาน

4.แอลกอฮอร์

5.Crorox(ไฮเตอร์)

6.น้ำตาล

7.น้ำอ้อย

 

วิธีการทดลอง/การเตรียมอุปกรณ์

1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์

1.1เตรียมนึ่งอุปกรณ์

1.นำอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ไปนึ่งในน้ำที่มีอุณหภูมิ  90-100 เซลเซียสประมาน 20นาที(ก่อนนึ่งให้วางอุปกรณ์ไว้ห่างกันประมาณ1.5cm.)จากนั้นใส่กล่องมิดชิด เก็บใส่ตู้

1.2เตรียมสาร

1.นำขวดแก้วที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วมาใส่สารดังนี้

-แอลกอฮอร์  70%  นำน้ำกลั่นปริมาณ  25ml.ต่อแอลกอฮอร์

วิธีการทดลอง

  1. ก่อนจะเข้าห้องเพาะเลี้ยงให้ทำการพ่นแอลกอฮอล์ที่มือ และใส่หน้ากาก เสื้อกราวน์และถุงมือ
  2. เตรียมสารและอุปกรณ์ที่จะทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปไว้ทางด้านซ้ายมือ ขณะการทำการเพาะเลี้ยง
  3. นำขวดอาหารไว้ทางด้านขวาขณะทำการเพาะเลี้ยง
  4. ลงมือปฏิบัติ โดยการนำคีมคีบ  มีด  ไปจุ่มแอลกอฮอล์ที่เตรียมไว้ และเก็บอุกรณ์ไว้บนตะแกรงจากนั้นใช้คีมคีบเอาชิ้นส่วนของกุหลาบหนูที่ แช่ไว้มาตัดเป็นท่อนขนาด 1.5 cm.ให้ตัดตรงที่มีตา
  5. เปิดฝาขวดอาหารและนำปากขวดอาหารไปลนไฟและใช้คีมคีบเอาก้านของเฟิร์นใบ มะขามที่ตัดปักลงในอาหาร พยายามอย่าให่คีมคีบโดนปากขวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  6. ลนไฟอีกครั้งและปิดฝาขวดอาหาร ห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยด์และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้น
  7. นำขวดไปวางบนชั้น
  8. ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทั้งสองสูตรอาหารสูตรที่ใส่น้ำอย่างละ5ขวด,ใส่น้ำอ้อยอย่างละ 5 ขวด
  9. ให้ปรับแสง  อุณหภูมิให้เหมาะสม
  10. เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ดุการเปลี่ยนแปลง
  11. เปรียบเทียบผลการเปลี่ยนแปลงของทั้ง2สูตรอาหาร
  1. บันทึกผลการทดลอง

 

ผู้จัดทำ

 1.นาย พงษ์ปกรณ์  ซอนคำ เลขที่ 2 ชั้น ม. 4/1

 2.นางสาว ธัญญลักษณ์  ซอนคำ  เลขที่ 10 ชั้น ม. 4/1

 3.นางสาว หทัยกาญจน์  สมมาตย์  เลขที่ 20 ชั้น ม. 4/1

 

  อาจารย์ที่ปรึกษา

      อาจารย์  สุทธิพร     พลพยัคฆ์กุล

RSS

แนะนำนักวิชาการ

Shawn Mayes

------------------------

       Frank Tromble

------------------------

       ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ

------------------------

       ดร.อรนุช ลีลาพร

------------------------

     ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา

------------------------

ดร.อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์

------------------------

อ.อิทธิฤทธิ์ อึ้งวิเชียร [วว.]

------------------------

       อ.ศศธร ศรีวิเชียร

------------------------

       ธัญญ์ณัช บุษบงค์

------------------------

พีรวัธน์ จันทนกูล

------------------------

© 2014   Created by Peerapatcha [tummy] Hirunrut.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service