Botany in School Project

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการผ่านพันธุ์พืช

บทคัดย่อ โครงงานวิทยาศาสตร์/งานวิจัย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่นักเรียนสนใจ

ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นบทคัดย่อ โครงงานวิทยาศาสตร์/งานวิจัย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่นักเรียนสนใจแล้วโพสต์ลงในบล็อค กลุ่มละ 3 เรื่อง

เขียนชื่อสมาชิกในกลุ่มด้วยนะคะ

Views: 3583

Replies to This Discussion

การศึกษาระบบการผลิตกาแฟอราบิก้าบนที่สูงต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระบบเกษตรยั่งยืน
-ผู้วิจัย นายวราพงษ์ บุญมา
นายธีระเดช พรหมวงศ์
นายนริศ ยิ้มแย้ม นายประเสริฐ คำออน
และนางสาวนิธิ ไทยสันทัด
ได้รับงบประมาณจาก งบประมาณแผ่นดินประจำปี 2538
-----ได้ทำการรวบรวมข้อมูลและสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอราบิก้าในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ของประเทสไทย มีระบบการปลูกกาแฟอราบิก้าต่างๆกัน ได้แก่ ระบบการปลูกกาแฟชนิดเดียว กลางแจ้ง การปลูก กาแฟร่วมกับพืชอื่น เช่น ไม้ป่าหรือไม้ผลเศรษฐกิจ และการปลูกกาแฟในสวน หลังบ้าน ผลการศึกษาพบว่าระบบการปลูกกาแฟอราบิก้าร่วมกับไม้ผลเศรษฐกิจ ได้แก่ บ๊วย พลับ ลิ้นจี่ ส้มโอ ให้ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจได้ดีกว่าระบบอื่น ลดความเสี่ยงทางด้านการตลาด และการเข้าทำลาย ของศัตรูพืช และยิ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เป็นป่าไม้มากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่สูง เพื่อระบบผลิตกาแฟให้เป็นระบบ การเกษตร แบบยั่งยืนต่อไป
. "การสำรวจปริมาณการเกิดโรคในระบบการปลูกกาแฟกาแฟกลางแจ้ง และภายใต้ร่มเงาในภาคเหนือตอนบน"
ผู้วิจัย นางสาวนิธิ ไทยสันทัด, นายธีระเดช พรหมวงศ์, นายนริศ ยิ้มแย้ม, นายวราพงษ์ บุญมา และนายประเสริฐ คำออน
ได้รับงบประมาณจาก งบประมาณแผ่นดินประจำปี 2539

การสำรวจปริมาณการเกิดโรคในระบบการปลูกกาแฟกลางแจ้งและภายใต้ร่มเงาในภาคเหนือ ตอนบนนี้ ได้ทำการสำรวจแปลงปลูกกาแฟและสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต่างๆ ที่มีระบบการปลูกกาแฟต่างๆ กัน ผลการสำรวจพบระบบการปลูกกาแฟแบบชนิดเดียวกลางแจ้ง กาแฟร่วมกับไม้ป่า การแฟร่วมกับไม้ผล เช่น กาแฟ/ท้อ/บ๊วย กาแฟ/ลิ้นจี่ หรือกาแฟ/ส้มโอ และกาแฟปลูกร่วมกับไม้ป่าและไม้ผล กาแฟที่พบส่วนมากมีลักษณะการเจริญเติบโตไม่ดี พันธุ์ที่ใช้มีทั้งพันธุ์ต้นสูงและไม่ต้านทานราสนิม และพันธุ์ต้นเตี้ยต้านทานราสนิม ไม่มีระยะ ปลูกที่เป็นระเบียบ ไม่มีการดูแลรักษาที่ถูกวิธี เช่น ไม่มีการใส่ปุ๋ย ไม่มีการตัดแต่งกิ่งที่เป็น ระบบ เกษตรกรส่วนมากให้ความสำคัญกับพืชอื่นมากกว่ากาแฟ เนื่องจากมีราคาสูงกว่า และสามารถ ขายผลผลิตได้ง่ายกว่า การขายผลผลิตส่วนมากขายผลสดให้พ่อค้ารายย่อยที่มารับซื้อถึงหมู่บ้าน ระบบการปลูกกาแฟอย่างเดียวกลางแจ้งจะพบได้น้อย ส่วนมากจะปลูกผสมกับไม้ป่า หรือไม้ป่า และไม้ผล โรคสำคัญที่พบมากในระบบกลางแจ้งคือโรคใบจุดสีน้ำตาล หนอนเจาะลำต้น ราสนิม กิ่งและยอดอห้ง ผลไหม้ ขาดสังกะสี ราเขม่าดำ เพลี้ยหอยสีเขียวและสีน้ำตาล ส่วนในแปลงที่มีร่มเงาสูงมากๆ จะพบโรคใบจุดสาหร่ายในอัตราสูง แต่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย แก่ต้นกาแฟเท่าใดนัก โดยทั่วไปศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหายมากได้แก่ ราสนิม หนอนเจาะลำต้น กิ่งและยอดแห้ง และผลไหม้ โดยอาจทำให้ใบร่วงมาก เสียผลผลิต และต้นกาแฟ อาจถึงตายได้ การใช้พันธุ์ต้านทานโรคราสนิม การใช้ร่มเงาในปริมาณเหมาะสมคือระหว่าง 20-50% คาดว่าจะช่วยป้องกันความเสียหายจากศัตรูเหล่านี้ได้ดีที่สุด
วันฉัตร แสวงศักดิ์ : การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อชะเอมเทศและการตรวจสอบกลีเซอร์ไรซิน (Tissue culture of Glycyrrhiza glabra Linn. and glycyrrhizin detection) อ.ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก: ดร.เพชรรัตน์ จันทรทิณ, อ.ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม: ดร.อภิชาติ กาญจนทัต, 89 หน้า.

ชะเอมเทศ Glycyrrhiza glabra Linn. เป็นไม้ยืนต้นที่พบในทางตอนใต้ของยุโรปและบางส่วนของเอเชีย ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ต่อต้านการติดเชื้อและ ต้านไวรัส เป็นต้น การศึกษานี้เป็นการพัฒนาวิธีการขยายพันธุ์ชะเอมเทศเพื่อให้ได้ต้นจำนวนมากจากส่วนปลายยอดที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ โดยศึกษาชนิดของสูตรอาหาร ความเข้มข้นของเกลือแร่และน้ำตาล ชนิดและความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซินและไซโตไคนิน ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของยอดในอาหารเพาะเลี้ยง จากการทดลองพบว่า สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาของต้นชะเอมเทศ คือ อาหารสูตร B5 ที่ความเข้มข้นของเกลือแร่ 1/2 เท่า และมีน้ำตาล 30 กรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตามอาหารสูตร MS มีอัตราการเพิ่มปริมาณต้นได้ดี โดยอาหารสูตรนี้ที่เติม BA ที่ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อสิตร สามารถเกิดยอดได้มากที่สุดคือ 4.75 ยอดต่อชิ้นส่วนพืช ส่วนสูตรอาหารที่สามารถชักนำให้เกิดรากอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ อาหารสูตร B5 ที่ความเข้มข้นของเกลือแร่ 1/2 เท่า ที่เติม IAA หรือ IBA ความเข้มข้น 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังจากการเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 6 สัปดาห์ จากการนำต้นที่มีรากสมบูรณ์ย้ายออกปลูกในสภาพธรรมชาติพบว่า มีการรอดชีวิต 95 เปอร์เซนต์ เมื่อใช้ดิน หรือเวอร์มิคูไลท์เป็นวัสดุปลูก สำหรับการวิเคราะห์ปริมาณสารกลีเซอร์ไรซินด้วยวิธี HPLC พบว่า การเลี้ยงในอาหารสูตร B5 ที่มีความเข้มข้นของเกลือแร่ในอาหาร 1/2 เท่า และเติม IAA ความเข้มข้น 5.0 มิลลิกรัมต่อสิตร ให้ปริมาณสารกลีเซอร์ไรซินมากที่สุดคือ 27.57±0.66 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต (13.66±1.21 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง)
สมาชิกกลุ่ม
นางสาวสกุนา บงกชสดใส เลขที่ 15
นางสาวมิ้ล ปู่โน๊ะ เลขที่ 12
นางสาววรรณศิกา ดอกดี เลขที่ 13
ชื่อเรื่อง การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนต่าง ๆ ของมะเขือเทศ

(ภาษาอังกฤษ) Somatic Tissue Culture of Tomato Plant

ผู้เขียน พรทิพย์ ธนูทอง บุญเรือน เพียรงาน และ สุธาทิพย์ ฤกษ์วรชัย

ปีที่พิมพ์ 2529 ปีที่ 4 ฉบับที่ 3

บทคัดย่อ การเพาะเลี้ยงเนิ้อเยื่อจากส่วนต่าง ๆ ของต้นมะเขือเทศพันธุ์สีดา และพันธุ์ P 502 ซึ่งเป็นพันธุ์นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย เนื้อเยื่อบริเวณที่นำมาทดสอบความสามารถในการพัฒนาการตามขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นพืช ได้แก่ เนื้อเยื่อส่วนใบ กิ่งอ่อน epicoty1 และ hypocoty1 การตอบสนองของต้นมะเขือเทศทั้งสองพันธุ์ในการนำมาเพาะเลี้ยงคล้ายคลึงกัน โดยชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่มีการเจริญเป็นแคลลัสได้ดี คือ เนื้อเยื่อจากใบ กิ่งอ่อน ส่วนเนื้อเยื่อจาก epicoty1 และ hypocoty1 เจริญเป็นแคลัสได้ค่อนข้างช้า อาหารที่เหมาะสมในการกระตุ้นให้เกิดแคลลัสสำหรับเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว คือ อาหาร MS ดัดแปลงที่มีระดับฮอร์โมนเป็น NAA 0.05 mg/1 และ BAP 0.5 mg/1 อาหารที่กระตุ้นให้แคลลัสเจริญเป็นต้นอ่อน คือ อาหาร MS ที่ประกอบด้วย NAA 0.05 mg/1 และ BAP 5.0 mg/1 หรือ NAA 0.1 mg/1 และ 2iP 5.0 mg/1 ซึ่งในสูตรแรกสามารถกระตุ้นให้สร้างต้นอ่อนได้จำนวนมาก แต่มักไม่เกิดราก ส่วนต้นอ่อนที่ได้จากการเลี้ยงในสูตรหลังมักจะแข็งแรงกว่าและเกิดรากที่สมบูรณ์ กรณีที่ลำต้นที่ได้ยังไม่เกิดรากหรือมีรากน้อย สามารถกระตุ้นให้เกิดรากให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยย้ายลงในอาหาร MS ที่มี NAA 0.001 mg/1 และ BAP 0.0005 mg/1 หรือย้ายอีกครั้งในอาหาร MS ปราศจากฮอร์โมน เนื้อเยื่อจาก ใบ กิ่งอ่อน และ epicoty1 สามารถพัฒนาเป็นแคลลัส และเกิดเป็นต้นที่เป็นก้อนแคลลัสลักษณะแข็งสีค่อนข้างข้างขาวปนน้ำตาล และมีรากจำนวนมากในอาหารเกือบทุกสูตร สามารถกระตุ้นให้สร้าง shoot bud ได้น้อยมาก และมีการเจริญช้า
ศึกษาเปรียบเทียบสูตรอาหารที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมันสำปะหลังเพื่อการขยายพันธุ์
The Comparative Study on Optimum Medium for in vitro of Cassava (Manihot esculenta Cratz)
for Propagation

สุธาทิพย์ อำนวยสิน โชคพิศิษฐ์ เทพสิทธา1 และกุลนาถ อบสุวรรณ1
Umnouysin, S.1, Thepsithar, C1 and Obsuwan, K.1


บทคัดย่อ

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นพืชพลังงานที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทำให้มีความต้องการท่อนพันธุ์สำหรับใช้ในการขยายพันธุ์มากขึ้น การขยายพันธุ์โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเป็นวิธีที่ทำให้ได้ต้นพันธุ์จำนวนมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อหาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการชักนำให้เนื้อเยื่อส่วนข้อ และปลายยอดของมันสำปะหลังสายพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 (KU 50) เจริญเติบโตได้ดีที่สุด จากการทดลองเลี้ยงข้อและยอดมันสำปะหลังสายพันธุ์ KU 50 ในอาหารกึ่งแข็งสูตร Murashige และ Skoog (MS), Almehdi และ Parfitt (AP) และ Woody Plant Medium (WPM) เปรียบเทียบกับอาหารกึ่งแข็งสูตร MS, AP และ WPM ดัดแปลงที่มีการเติมอะดีนีนซัลเฟต 10 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าการเพาะเลี้ยงข้อในอาหารกึ่งแข็งสูตร AP และ WPM ดัดแปลงชักนำให้เนื้อเยื่อส่วนข้อของมันสำปะหลังสายพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มีการเจริญเติบโตดีที่สุด โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเนื้อเยื่อส่วนข้อของมันสำปะหลังสายพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่เลี้ยงในอาหารสูตรอื่นๆ ในขณะที่อาหารกึ่งแข็งสูตร WPM ดัดแปลง ชักนำให้เนื้อเยื่อส่วนยอดของมันสำปะหลังสายพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มีการเจริญเติบโตดีที่สุด และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเนื้อเยื่อส่วนยอดที่เจริญเติบโตในอาหารสูตรอื่นๆ
คำสำคัญ : อะดีนีนซัลเฟต การเจริญเติบโต ข้อ ปลายยอด การขยายพันธุ์
การใช้สารเคมีร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มปริมาณ Andrographolide ในฟ้าทะลายโจร



บทคัดย่อ

เมล็ดฟ้าทะลายโจร [Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees] มีขนาดเล็กและมีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง การกระตุ้นการงอกของเมล็ดโดยการแช่ในสารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ความเข้มข้น 5% นาน 1 ชั่วโมงก่อนการเพาะเมล็ด ช่วยให้การงอกของเมล็ดเกิดได้เร็วขึ้นและมีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูงที่สุด 90% ในสัปดาห์ที่ 10 นับจากวันที่เริ่มเพาะเมล็ด อาหารแข็งสูตร Murashige and Skoog หรือ MS (1962) ที่มี BA ความเข้มข้น 2.0 มิลลิกรัม/ลิตร เหมาะสมสำหรับการเพิ่มปริมาณยอดจากชิ้นส่วนตาข้างของฟ้าทะลายโจร โดยให้จำนวนยอดโดยเฉลี่ย/ชิ้นส่วนพืช 10.0 การแช่ส่วน ยอดของฟ้าทะลายโจรในสารละลาย 2,4-dichlorophenoxyacetic acid (2,4-D) ความเข้มข้น 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร นาน 24 ชั่วโมง สามารถชักนำให้เกิดแคลลัสลักษณะหลวมๆ (friable callus) ได้ดีที่สุด เมื่อนำแคลลัสที่ได้ไปวิเคราะห์หาสาร andrographolide โดยวิธี HPLC (High Performance Liquid Chromatography) พบว่ามีปริมาณสาร 0.68% การแช่ส่วนยอดของฟ้าทะลายโจรในสารละลาย 0.2% โคลชิซิน เป็นเวลานานต่างๆกัน พบว่าการแช่นาน48 และ 72 ชั่วโมงเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ ส่วนการแช่นาน 24 ชั่วโมง ให้เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตได้สูงที่สุด 32.0% และมีค่า LD50 ของสารละลาย 0.2% โคลชิซีน เท่ากับ 16 ชั่วโมง ไม่สามารถชักนำให้เกิดต้นเตตราพลอยด์ (tetraploid) และเมื่อตรวจนับโครโมโซมจากอับเกสรที่ยังอ่อน (young anther) ของต้นที่ได้ซึ่งย้ายปลูกลงกระถาง (อายุ 3½ -4 เดือน) พบว่ามีจำนวนโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ (2n=2x=28) เมื่อนำส่วนของใบและลำต้นของต้นที่ได้นี้ ไปวิเคราะห์หาสาร andrographolide เปรียบเทียบกับส่วนใบและลำต้นของต้นกลุ่มควบคุมการทดลอง พบว่าให้ปริมาณสาร 7.86% และ 5.80% ตามลำดับ
รายชื่อสมาชิกกลุ่ม
นางสาวจลินทิพย์ วิจิตรคงตระกูล
นางสาวทัศนีย์ ปัญโญ
นางสาวธิดาพร คำปาละ
นายอนุทิน ชมพู
นายอัฐวีกร ปัญญาดี
1. ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตที่มีต่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออนูเบียส
กาญจนรี พงษ์ฉวี ณฐกร ประดิษฐ์สรรพ์
สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ
บทคัดย่อ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ อนูเบียส (anubias nana Engler, 1899) โดยการฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวชิ้นส่วนยอดด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ (sodium hypochloride) 2 ครั้ง ในอัตราความเข้มข้น 2% และ 1% ตัดชิ้นเนื้อเยื่อส่วนปลายยอดเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร MS (Murashige and Skoog, 1962) ที่มี BA 1 ไมโครโมล (uM) พบว่าได้ต้นอ่อนที่ปราศจากการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ และรอดตาย 78% นำไปทดลองเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร MS ที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในกลุ่มไซโตไคนิน (cytokinin) ได้แก่ 6-benzyladenine (BA) หรือ 6-furfurylaminopurine (kinetin) ระดับความเข้มข้น 0, 2, 4, 8 และ 16 uM ร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในกลุ่มออกซิน (auxins) ได้แก่ napthalene acetic acid (NAA) ระดับความเข้มข้น 0 และ 1 uM
เมื่อเลี้ยงเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า BA และ kinetin มีอิทธิพลต่อการชักนำให้เกิดยอดและลดการเกิดรากลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในขณะที่ NAA มีอิทธิพลต่อการชักนำให้เกิดราก และลดการเกิดยอดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) การใช้ BA เพียงอย่างเดียวในระดับความเข้มข้น 8 uM ให้ผลดีที่สุด โดยสามารถชักนำให้เกิดยอดได้สูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) มีจำนวนยอดเฉลี่ย 6.80+0.789 ยอดและเกิดรากเฉลี่ย 2.90+1.370 ราก เมื่อนำออกปลูกทดสอบในโรงเรือนแบบปิด (greenhouse) โดยวิธีการปลูกในระบบไร้ดิน (hydroponics) พบว่าต้นอ่อนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเรือนเพาะชำ โดยต้นอ่อนอนูเบียสขนาดน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 1.76+0.321 กรัม/ต้น และความสูงเริ่มต้นเฉลี่ย 3.54+0.294 เซนติเมตร เมื่อเลี้ยงเป็นระยะเวลา 90 วัน พบว่ามีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นโดยมีน้ำหนักเฉลี่ย 7.344+1.1293 กรัม/ต้น และความสูงเฉลี่ย 7.91+0.787 เซนติเมตร โดยมีอัตรารอด 100%
คำสำคัญ : พรรณไม้น้ำ อนูเบียส การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช





2. ชื่อเรื่อง การเติบโตและเพิ่มปริมาณต้นของกล้วยหอมพันธุ์ Crand Nain โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ผู้เขียน กัลยาณี อรรถฉัตร , กวิศร์วานิชกุล , จุลภาค คุ้มวงศ์
ปีที่พิมพ์ 2533 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2
บทคัดย่อ การศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยหอมพันธุ์ Grand Nain โดยนำปลายยอดของกล้วยขนาด 1 ลูกบาศก์นิ้ว มาฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวด้วยคลอรอกซ์ 10% นาน 15 นาที ตัดแบ่งตามยาวออกเป็น 4 ส่วน เลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตร Murashige and Skoog (1962) ซึ่งเติมน้ำมะพร้าว 15% และ 6-Benzyladenine(BA) 1 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าเนื้อเยื่อมีการเพิ่มขนาด เปลี่ยนเป็นสีเขียว ตายอดและตาข้างที่อยู่ระหว่างซอกใบ มีการเจริญเติบโตเป็นต้นกล้วยขนาดเล็กได้ภายในเวลา 2 เดือน เมื่อนำเอาต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมาตัดแบ่งเป็น 2 ส่วนตามยาวและย้ายลงเลี้ยงบนอาหารใหม่ พบว่าภายในเวลา 1 เดือนสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2.44 ต้นต่อจำนวนหน่อที่ได้จากการเพาะเลี้ยง 1 หน่อ คิดเป็นต้นทุนการผลิตประมาณ 7.60 บาทต่อ 1 ต้น











3. การขยายพันธุ์พรรณไม้น้ำอเมซอนใบแดง Echinodorus barthii เพื่อการส่งออกโดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อMicropropagation of aquarium plant Echinodorus barthii for export
นงนุช เลาหะวิสุทธิ์
มณีรัตน์ หวังวิบูลย์กิจ
อิทธิสุนทร นันทกิจ
บทคัดย่อ
การทดลองขยายพันธุ์อเมซอนใบแดงโดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พบว่าวิธีการฟอกฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อที่ได้ผลดีที่สุด คือ การฟอกฆ่าเชื้อตายอดของอเมซอนใบแดง โดยแช่ใน คลอรอกซ์ 10 เปอร์เซ็นต์ นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง จากนั้นจึงฟอกด้วยคลอรอกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง แล้วแช่ในเมอร์คิวริกคลอไรด์ (HgCl2) ความเข้มข้น 0.05 เปอร์เซ็นต์ นาน 5 นาที ล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง หลังจากนั้นนำชิ้นส่วนตายอดที่ฟอกฆ่าเชื้อแล้วมาตัดส่วนปลายยอดไปเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่เติม NAA 0, 1, 2 และ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ kinetin 0, 1, 2 และ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่าเมื่อเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายสุดของตายอดอเมซอนแดงในอาหารเหลวสูตร MS ที่เติม kinetin 1 มิลลิกรัมต่อลิตรเป็นเวลา 4 สัปดาห์สามารถเกิดต้นอ่อนได้ดีที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และเมื่อเลี้ยงต่อไปอีก 4 สัปดาห์จะเกิดรากและต้นใหม่เพิ่มขึ้น 8-10 ต้น สำหรับอาหารสังเคราะห์ที่เติม NAA พบว่าปริมาณ NAA ที่เพิ่มขึ้นทำให้การเกิดต้นอ่อนของเนื้อเยื่ออเมซอนแดงลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)

สมาชิกในกลุ่ม

นางสาวจุฑาพร งอกงาม 6/1
นางสาววริศรา อิ่นแก้ว 6/1
นางสาวอัมพิกา ชมภูชัย 6/1
นายอธิพงษ์ จันทร์กระจ่าง 6/2
นายชนะภัย ฝนเมฆ 6/2
เด็กๆ เฉลิมรัชนี่ไอเดียบรรเจิดกันมากเลยนะเนี่ย อยากไปฟังตอนพรีเซ้นต์จัง
บทคัดย่อ รายงานผลงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร161
การทดลองสิ้นสุด ปีงบประมาณ 2551
114. ศึกษาการเกิด Somatic embryo และการชักนำให้เกิดยอดอ่อน
Somatic Embryogenesis and Shoot Formation in Oil Palm
ชยานิจ ดิษฐบรรจง กษิดิศ ดิษฐบรรจง
อรรัตน์ วงศ์ศรี อรุณี ใจเถิง
บทคัดย่อ
เมื่อนำแคลลัสที่เกิดจากคัพภะอ่อน ช่อดอกอ่อน และ ใบอ่อน (leaf primordia) มาศึกษาการเกิด
embryogenesis สามารถชักนำให้เกิด embryogenic callus ได้ดี เมื่อเลี้ยงบนอาหาร Y3+NAA 10 μM+
abscisic acid 2 μM นาน 4 เดือน เท่ากับ 50.10, 20.04 และ 46.76% ตามลำดับ โดยแคลลัสมีการขยาย
ขนาดขึ้นเป็นเนื้อเยื่อก้อนแข็งสีขาว ต่อมาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวของแคลลัสบางส่วน มีกลุ่มเนื้อเยื่อสีขาวทึบ
ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ เจริญออกมาและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเลี้ยงต่อไปอีก 3 เดือน embryogenic
callus จะมีพัฒนาการเป็น somatic embryo (ในระยะต่างๆ ได้แก่ nodular shape heart หรือ torpedo shape
ระยะ globular ซึ่งมีลักษณะก้อนกลมขนาดใหญ่กว่า nodular และระยะ haustorium ซึ่งมีลักษณะเรียวแหลมปลาย)
คิดเป็น 40.08 13.36 และ 33.34% ตามลำดับ จากนั้น somatic embryo มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน
หลายลักษณะคือเจริญเป็น polyembryony 2-3 ต้นอยู่รวมเป็นกระจุก มียอดและรากที่สมบูรณ์ เจริญเป็นยอด
ขนาดเล็ก 4-5 ยอด ติดกันเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีราก และเจริญเป็นรากขนาดใหญ่ แต่ไม่มี

นางสาวทัตพร คำปัน
นางสาวจิราวรรณ์ ชมพู

RSS

แนะนำนักวิชาการ

Shawn Mayes

------------------------

       Frank Tromble

------------------------

       ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ

------------------------

       ดร.อรนุช ลีลาพร

------------------------

     ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา

------------------------

ดร.อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์

------------------------

อ.อิทธิฤทธิ์ อึ้งวิเชียร [วว.]

------------------------

       อ.ศศธร ศรีวิเชียร

------------------------

       ธัญญ์ณัช บุษบงค์

------------------------

พีรวัธน์ จันทนกูล

------------------------

© 2014   Created by Peerapatcha [tummy] Hirunrut.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service