Botany in School Project

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการผ่านพันธุ์พืช

งานชื้นที่ 1 นักเรียนชั้น ม.6/1 ( 1 มิถุนายน 2554 )

ให้นักเรียนค้นคว้าตัวอย่างพืชที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช คนละ 1 ชนิด และบันทึกส่งในเว็บบล็อกนี้

ภายในวันที่ 6  มิถุนายน  2554

Views: 6409

Replies to This Discussion

อยากรู้จังเลยว่ามีพืชอะไรบ้างค่ะ ^^

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นสักเสาชิงช้า

      ผลงานไบโอเทค

   เสาชิงช้า เป็นโบราณสถานที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานครมาตั้งแต่การสร้างพระนครในปี พ.ศ.2327 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขนาดใหญ่ เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีตรียัมปวาย และในปี พ.ศ.2492 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ

เมื่อปี พ.ศ.2547 กรุงเทพมหานครและกรมศิลปากรมีความเห็นร่วมกันว่า เสาชิงช้าชำรุดอยู่ในขั้นวิกฤต ถึงเวลาต้องบูรณะซ่อมแซม และให้หาไม้มาทดแทนเสาเดิม จากการค้นหาไม้สักต้นตรง ขนาดตามลักษณะเดิม กรุงเทพมหานครร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำโครงการปลูกต้นสักสายพันธุ์เสาชิงช้า เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ต้นสักที่ใช้ทำเสาชิงช้า โดยดำเนินการตรวจเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมต้นสักจำนวน 6 ต้น ซึ่งเป็นต้นที่ใช้ทำเสาชิงช้า และขยายพันธุ์ต้นสักที่ใช้ทำเสาชิงช้า โดยเฉพาะต้นที่นำมาทำเสาหลัก 1 ซึ่งมีอายุ 99 ปี ลำต้นตรง ไม่ถูกแมลงทำลาย ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้กล้าไม้สักที่พร้อมนำออกปลูกในธรรมชาติ

ปี 2551 ไบโอเทค ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของยอดไม้สักเพื่อให้ได้กล้าไม้สักมงคลรุ่นแรก เพื่อแจกจ่ายไปยังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อกระจายให้ประชาชนนำไปปลูกทั่วประเทศภายใน พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา

     ภาพประกอบ ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้สักมงคล

http://www.nstda.or.th/nstda-r-and-d/714-teak

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ กล้วย

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำไท กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยไข่ กล้วยตานี กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง กล้วยนิ้วมือนาง กล้วยส้ม กล้วยนาค กล้วยหิน กล้วยงาช้าง ฯลฯ บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย

 

หัวข้อ

โดยการใช้เมล็ด
          กล้วยกินได้บางต้นมีเมล็ด บางต้นไม่มีเมล็ด เมล็ดของกล้วยส่วนใหญ่เกิดจากการผสมข้ามกับกล้วยต้นอื่นหรือพันธุ์อื่น  ดังนั้นเมล็ดที่ได้อาจเกิดจากการผสมข้ามจะกลายเป็นลูกผสม ทำให้ต้นที่ได้ไม่ตรงกับต้นแม่นัก และเนื่องจากเมล็ดของกล้วยมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่หนาและแข็ง ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเพาะเมล็ดเป็นต้นได้ จึงไม่ค่อยนิยมการเพาะเมล็ดกล้วย ยกเว้นกล้วยนวลและกล้วยผาที่จำเป็นต้องเพาะเมล็ด เพราะต้นกล้วยชนิดนี้ไม่มีการแตกหน่อ


[กลับหัวข้อหลัก]
โดยการใช้หน่อ
          ปกติกล้วยมีการแตกหน่อจากตาข้างของต้นแม่ หน่อกล้วยมี ๓ แบบใหญ่ๆ  คือ
               ๑.๑  หน่ออ่อน (peeper) เป็นหน่ออ่อนมาก เกิดจากต้นแม่ที่ยังมีส่วนประกอบต่างๆ ไม่ครบ ส่วนของลำต้นเล็กมักจะอ่อนแอ ไม่เหมาะในการนำไปขยายพันธุ์
               ๑.๒ หน่อใบแคบ หรือใบดาบ (sword sucker) เป็นหน่อที่มีใบเรียวเล็ก โคนหน่อใหญ่ หรือมีส่วนของลำต้นใหญ่ จึงมีอาหารสะสมมาก หน่อชนิดนี้นิยมนำไปปลูกเพราะจะได้ต้นที่แข็งแรง
               ๑.๓ หน่อใบกว้าง หน่อชนิดนี้มีโคน หน่อหรือลำต้นเล็ก ใบคลี่โตกว้าง ไม่เหมาะที่จะนำไปปลูก เพราะมีอาหารสะสมในลำต้นน้อย ต้นที่ปลูกจากหน่อชนิดนี้จึงไม่แข็งแรง
          นอกจากหน่อทั้ง ๓  ชนิดดังกล่าวแล้ว อาจใช้ต้นแม่ซึ่งมีตาติดอยู่ มาผ่าเป็นชิ้นๆ และชำก็ได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก


[กลับหัวข้อหลัก]

หน่อกล้วยแตกจากตาข้างของต้นแม่

โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue culture)
          วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยม เพราะเป็นวิธีที่ขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น จากหน่อที่สมบูรณ์ ๑ หน่อ อาจขยาย  ได้ถึง ๑๐,๐๐๐ ต้น ในเวลา ๑ ปี ถ้าหากมีการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด วิธีนี้เหมาะ สำหรับการปลูกเพื่อการส่งออก เพราะว่า การส่งออกต้องการจำนวนต้นปลูกที่มีขนาดสม่ำเสมอ ปลูกพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก เพื่อให้มีการเก็บเกี่ยวผลได้พร้อมๆ กัน และมีน้ำหนักมากกว่า  ๑  ตันขึ้นไป สำหรับบรรจุ ใส่ตู้ขนส่งในการส่งออก เนื่องจากการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศนั้น ถ้ามีจำนวนน้อยจะไม่เพียงพอกับการส่งออก และไม่คุ้มกับการลงทุน

          วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วย
              การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยเป็นวิธีการที่ไม่ยากนัก แต่ต้องลงทุนมาก เพราะจะต้องมีห้องที่ปลอดเชื้อ ตู้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและอาหารเพาะเลี้ยงที่มีสูตรอาหารพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ของอาหารนั้นจะเลียนแบบอาหารที่พืชได้จากการปลูกแบบธรรมชาตินั่นเอง คือ จะต้องประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) และธาตุอาหารรอง  คือ แมงกานีส (Mn) โซเดียม (Na) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) นอกจากนี้ยังต้องมีวิตามินปริมาณที่ใช้ตามสูตรอาหาร MS (Murashige & Skoog, 1962) และฮอร์โมน เพื่อช่วยในการขยายพันธุ์ให้มีการแตกกอมากขึ้นคือ ฮอร์โมน BA (Benzyl Adenine) ในระดับความเข้มข้นที่เหมาะกับกล้วยประมาณ ๓ - ๕ ppm หรืออาจใช้น้ำมะพร้าวประมาณร้อยละ ๑๕  ต่อปริมาตรของอาหารก็ได้ จะ ช่วยให้มีการแตกหน่อเพิ่มมากขึ้น สำหรับแหล่งของธาตุคาร์บอน (C) จะได้จากน้ำตาลโดยใช้น้ำตาลร้อยละ ๒ - ๔ โดยปริมาณ เมื่อผสมอาหารทุกอย่างแล้ว ปรับความเป็นกรดด่าง (pH) ที่ ๕.๖ - ๖.๘  โดยใช้ NaOH และ HCl ที่ความเข้มข้น ๑ N  หลังจากปรับแล้ว เติมวุ้น ๔.๕ - ๘.๐ กรัมต่ออาหาร ๑ ลิตร บรรจุใส่ขวด ปิดฝา นึ่งในหม้อนึ่งฆ่าเชื้อที่ความดัน ๑๕ ปอนด์  นาน ๑๕ - ๓๐ นาที ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บไว้ ๑ - ๒ วัน แล้วจึงนำมาใช้เลี้ยงเนื้อเยื่อได้
               หน่อกล้วยที่จะนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้หน่อใบแคบแล้วลอกกาบนอกออก จนเหลือหน่อที่มีขนาดประมาณ ๑ x ๑ นิ้ว ทำการฟอกฆ่าเชื้อโรคในสารละลายคลอรอกซ์แล้วล้างในน้ำกลั่น หลังจากนั้นจึงนำชิ้นส่วนของหน่อกล้วยเข้าทำงานในตู้เพาะเลี้ยง
              จากนั้นจึงลอกกาบกล้วยออกอีก จนมีขนาดประมาณ ๑ x ๑ เซนติเมตร แล้วผ่าออกเป็น ๔ ส่วน โดยผ่าให้ผ่านจุดเจริญของกล้วย และวางลงบนวุ้นอาหาร แล้วจึงนำขวดอาหารไปวางไว้ในห้องปลอดเชื้อที่มีแสงประมาณ ๓,๐๐๐ ลักซ์  อุณหภูมิ ๒๖ - ๓๐ องศาเซลเซียส  หลังจากนั้นประมาณ ๖ - ๘ สัปดาห์ จะสังเกตเห็นว่า มีการแตกยอดอ่อนของกล้วยเกิดขึ้น ให้ทำการตัดแบ่งเนื้อเยื่อ ต่อไปทุกเดือน จนเมื่อได้จำนวนมากพอแล้ว นำมาออกรากในอาหาร MS ที่ไม่มีฮอร์โมนประมาณ ๑ เดือน ต้นอ่อนของกล้วยก็จะออกรากพอประมาณ จึงนำย้ายออกปลูกในบรรยากาศธรรมชาติได้โดยการนำขวดต้นอ่อนนั้นมาวางในบรรยากาศปกติก่อน ๒ - ๓ วัน เพื่อให้ต้นอ่อนปรับตัวเข้ากับบรรยากาศธรรมชาติ แล้วนำออกปลูกในเครื่องปลูกที่สะอาด ประกอบด้วยทราย : ดิน : ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ๑ : ๑ : ๑  อบฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนปลูก เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ ๖ - ๘ สัปดาห์ หรือมีความสูงประมาณ ๓๐ เซนติเมตร จึงนำไปปลูกลงในแปลงได้


          ประโยชน์ที่ไดรับจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
              
  ๑. เพื่อเพิ่มปริมาณในระยะเวลาสั้น เพราะการเกิดหน่อตามธรรมชาตินั้น หากขยายพันธุ์จาก ๑ ต้น จะให้หน่อไม่เกิน ๑๐ หน่อ และเมื่อนำหน่อนั้นมาขยายพันธุ์ต่อๆ มา ใน ๑ ปี จะได้หน่อจำนวนไม่เกิน ๑,๐๐๐ หน่อ แต่หากใช้วิทยาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณได้ถึง ๑๐,๐๐๐ หน่อ ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน แต่จำนวนที่ได้จะต่างกันมาก ประมาณ ๑๐ เท่า
                 ๒. ได้ต้นพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรค และแมลง ปกติหน่อพันธุ์ที่ขุดมาจากต้นมักจะมีโรคและแมลงที่ระบาดอยู่ในท้องถิ่นนั้นติดมาด้วย ทำให้การเจริญของหน่อชะงัก เจริญได้ไม่เต็มที่ และโรคบางชนิดอาจมาแพร่เชื้อ ทำให้เกิดการระบาดตามมา รวมทั้งแมลงบางชนิด เช่น หนอนเจาะลำต้น สามารถเจริญพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว และระบาดเจาะไชลำต้นทำให้การเจริญของต้นไม่ดี หรือเมื่อเจริญขึ้นมาแล้วเกิดหักล้ม บางครั้งเมื่อออกดอกแล้วกำลังติดผล ต้นอาจจะล้มลง เกิดความเสียหายอย่างมาก
                การใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะไม่มีโรคและแมลงติดมาด้วย เพราะในการขยายพันธุ์ เราใช้จุดกำเนิดซึ่งอยู่ส่วนในสุดของลำต้น และเป็นส่วนที่สะอาด ไม่มีเชื้อโรค นำมาเพาะเลี้ยงในสภาพที่ปลอดเชื้อ คือ ในอาหารสังเคราะห์ และห้องปฏิบัติการที่ปราศจากเชื้อโรค จึงทำให้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ทำให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว และมีคุณภาพ แต่ทั้งนี้ต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะมิใช่ต้นที่ต้านทานต่อโรค
                ๓. เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ ในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจำนวนมาก จะมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น แม้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน ถ้าหากต้นที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่ดี ให้ผลผลิตดี ก็ควรส่งเสริมต่อไปเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่ถ้าไม่ดีก็สามารถคัดทิ้งออกไปได้ การกลายพันธุ์อาจดูได้ตั้งแต่ต้นขนาดเล็ก ถ้าเราไม่ต้องการ สามารถคัดทิ้งได้ แต่ถ้าต้องการทดสอบต่อไป ก็อาจปลูกให้ต้นโต และถ้าได้ลักษณะที่ดี ก็ขยายพันธุ์ต่อไปเป็นสายพันธุ์ใหม่
               นอกจากนี้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจทำถึงระดับเพาะเลี้ยงเซลล์และโพรโทพลาสต์ ซึ่งสามารถที่จะนำเอาโพรโทพลาสต์ ของกล้วยสายพันธุ์ที่ดีมาผสมกัน ทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ได้เช่นเดียวกับพืชอื่นๆ
                ๔. เพื่อเก็บรักษาสายพันธุ์  การเก็บรักษาสายพันธุ์อาจทำได้โดยการลดอุณหภูมิ ให้ต่ำ หรือเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว เพื่อรักษาสายพันธุ์ไว้ใช้ได้ในระยะนาน และเมื่อต้องการก็สามารถนำออกมาปลูกได้

ที่มา  http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?select

 

         ปัจจัยสำคัญในการปลูกสตรอเบอรีให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี ก็คือ การปลูกโดยใช้ต้นไหลที่มีความแข็งแรง ปราศจากโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคไวรัส และมีขนาดที่พอเหมาะ ต้นสตรอเบอรีจะให้ไหลในช่วงสภาพวันยาวและอุณหภูมิสูง โดยความยาวของวัน 16 ชั่วโมงและอุณหภูมิที่ 24 C นับว่าเป็นสภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของไหล

          ปัจจุบันการขยายต้นไหลที่ปลอดโรคของสตรอเบอรีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและสามารถใช้เป็นการค้าได้ การขยายเพื่อเพิ่มจำนวนต้นสตรอเบอรีโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆได้แก่วิธีการทำให้ต้นปลอดโรค เกษตรกรผู้ที่จะขยายต้นพันธุ์ เกษตรกรผู้ปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิต และนักวิชาการที่มีประสบการณ์


ต้นพันธุ์ป่าที่ใช้ทดสอบโรคไวรัส

ข้อสังเกตของการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ก็คือ

  • ต้นแม่พันธุ์ต้องถูกดูแลให้อยู่ในสภาพที่ปลอดโรค
  • ต้นพันธุ์ต้องถูกขยายอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้จำนวนต้นไหลมากขึ้นภายในโรงเรือนที่ป้องกันแมลงและปลอดโรค
  • ทำการขยายต้นไหลที่ได้ต่อมาให้เพิ่มขึ้นโดยขยายแบบให้ไหลออกตามวิธีปกติ
  • อาจมีการชักนำให้เกิดสตรอเบอรีสายพันธุ์ใหม่ขึ้นโดยต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  • สายพันธุ์สตรอเบอรีที่ไม่สามารถผลิตไหลให้เพียงพอในทางการค้าก็อาจถูกชักนำให้เพิ่มปริมาณต้นมากขึ้น

ขั้นตอนการขยายต้นสตรอเบอรี่แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีดังนี้

  1. ตัดเนื้อเยื่อเจริญที่ปลายไหลความยาว 0.5 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า นำไปเลี้ยงในสูตรอาหารวุ้นสำหรับสตรอเบอรี ถ้าหากใช้เนื้อเยื่อเจริญที่มีความยาวหรือขนาดใหญ่กว่านี้จะทำให้มีเปอร์เซนต์การที่ติดเชื้อไวรัสสูงขึ้น
  2. ประมาณอีก 60 วันเนื้อเยื่อเจริญก็ปรากฏเป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อ (Callus) ทำการแบ่งและย้ายลงในอาหารวุ้นใหม่ (สูตรแตกกอ) และขวดที่ใหญ่ขึ้น
  3. ประมาณอีก 40-50 วันจะเห็นเป็นส่วนลำต้นที่มีก้านใบและใบเล็กๆเป็นจำนวนมาก ให้แบ่งแยกออกเป็นต้นๆ ย้ายลงในขวดที่ใหญ่ขึ้นอีกในอาหารวุ้นใหม่ (สูตรเร่งให้เกิดราก) ควรจัดให้มีระยะห่างพอสมควรเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี (อาจทำการแบ่งต้นจากระยะนี้ไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มจำนวนต่อไปตามข้อ 2 ก็ได้
  4. ประมาณอีก 20 วันนำต้นออกจากขวดล้างให้สะอาดปราศจากวุ้น และย้ายลงปลูกในกระบะชำซึ่งใช้ Vermiculite ใหม่ๆเป็นวัสดุปลูก ครอบด้วยโครงพลาสติกเพื่อให้มีความชื้น 80-100% อุณหภูมิคงที่ 22-25 C และพรางแสงให้ตลอดช่วงภายในโรงเรือนกันแมลง
  5. ประมาณอีก 30 วันย้ายต้นเนื้อเยื่อเหล่านี้ลงในกระถางเล็กที่ใส่ดินผสมวัสดุปลูกผ่านการอบฆ่าเชื้อแล้ว และดูแลภายในโรงเรือนกันแมลง


ต้นแม่พันธุ์แจกเกษตรกร

          เมื่อต้นแม่พันธุ์เหล่านี้ (Foundation stock plant ) เจริญเติบโตได้ขนาดพอเหมาะและมีความแข็งแรงแล้ว ก็สามารถทำการขยายไหลแบบวิธีปกติ(หลังจากผ่านกระบวนการทดสอบโรคไวรัส)ในกระบะที่อบดินภายในโรงเรือนกันแมลง เพื่อให้ได้ต้นไหลรุ่นที่หนึ่ง และนำต้นไหลที่ได้ไปขยายพันธุ์ในแปลงภายนอกโรงเรือนต่อไปอีกสองรุ่น ต้นไหล (Certified plant) ที่ได้หลังจากนี้ เกษตรกรก็สามารถนำไปใช้เป็นต้นแม่พันธุ์เพื่อขยายเป็นต้นสำหรับปลูกเก็บเกี่ยวผลผลิต


ต้นที่ขยายจากต้นแม่พันธุ์ปลอดโรค

 

http://www.rdi.ku.ac.th/Techno_ku60/res-21/index21.html

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปูเล่

     วิธีการขยายพันธุ์พืชอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งกำลังได้รับการยอมรับว่า สามารถผลิตต้นพันธุ์ได้ในปริมาณมาก มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่ทุกประการ และยังได้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรค
  ในระยะเวลาอันสั้น  ก็คือ  "การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ"  ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนขนาดเล็กมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ภายใต้สภาพที่ควบคุมในการย้ายต้นเนื้อเยื่อทุกหนึ่งเดือน   ต้นพืชสามารถเพิ่มจำนวนได้ระหว่าง 5-10 เท่า ตามชนิดพืชปูเล่เป็นพืชผักอีกตัวหนึ่งที่มีคุณลักษณะที่โดดเด่น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีคุณค่าทางอาหารสูง
  นำไปประกอบการได้เช่นเดียวกับคะน้าหรือกะหล่ำปลี อีกทั้งรูปทรงก็สวยงามแปลกตา สามารถปลูกไว้ประดับบ้านเรือนให้สวยงามได้อีกด้วย อายุก็ยืนยาวถึง 2 ปี   ปลูกได้ทั้งลงแปลงหรือใส่กระถาง กระบะไม้ เป็นต้น จึงได้นำพันธุ์มาจากทางใต้ นำมาขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   ส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป
  ปลูกไว้รับประทานในครัวเรือน

คุณค่าทางอาหาร

น้ำ 6.13%
  โปรตีน 24.50%
  ไขมัน 4.10%
  กาก 10.60%
  คาร์โบไฮเดรต 33.66%
  เถ้า 20.96%


หลักปฏิบัติในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

   หลักปฏิบัติที่สำคัญของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือ ความสะอาดและใช้เทคนิคปลอดเชื้อ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิด ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์ เป็นต้น  เพราะถ้าเกิดการปนเปื้อนของเชื้อเหล่านี้แล้ว การเพาะเลี้ยงก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ วิธีการป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้โดยควบคุมดูแลตั้งแต่ ตัวผู้ปฏิบัติงาน ห้องปฏิบัติการ  รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น
  1. ตัวผู้ปฏิบัติงานก่อนเข้าห้องปฏิบัติงานต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด สวมเครื่องแบบเฉพาะที่ใช้ในห้องปฏิบัติงานตั้งแต่รองเท้า เสื้อคลุม หมวก ถุงมือ ผ้าปิดปาก เป็นต้น
  2. ห้องปฏิบัติงาน ต้องดูดฝุ่นและทำความสะอาดทุกวัน โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด วิธีเช็ดก็ต้องเช็ดไปในแนวทางเดียวกันทุกส่วนทั่วทั้งห้อง รวมถึงฝาผนังห้องด้วย   นอกจากนี้ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ (อาจใช้โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 10%) เช็ดอย่างน้องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  3. วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
    3.1 ตู้ย้ายเนื้อเยื่อต้องเปลี่ยน pre-filter ทุก 4-6 เดือน และต้องตรวจสอบปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในตู้ย้ายเนื้อเยื่ออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
    3.2 เครื่องแก้ว คีมคีบ ด้ามมีด ใบมีด กรรไกร เป็นต้น ต้องฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งความดันหรืออบแห้งที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง     ก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง
    3.3 อาหารสังเคราะห์ นึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว เป็นเวลา 15-20 นาที


ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปูเล

  1. คัดเลือกต้นปูเล่ ที่มีลักษณะดี คือมีการเจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีเชื้อโรคใดๆ จากการสังเกตดูด้วยตาภายนอก   จากนั้นก็จะนำชิ้นส่วนของตาส่วนใดของต้นก็ได้   ไม่ว่าจะเป็นตาจากยอดหรือตาจากแขนงมาเป็นชิ้นส่วนเพื่อเข้าห้องปฏิบัติการ
  2. นำชิ้นส่วนในข้อแรกไปฟอกฆ่าเชื้อเพื่อความมั่นใจว่าปลอดเชื้ออีกครั้ง โดยใช้สารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ (NaOCl) หรือชื่อทางการค้าคือ clorox ความเข้มข้นประมาณ   
  10-15% ฟอกนาน 15-20 นาที สำหรับเวลาและอัตราความเข้มข้นนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทั้งนี้อยู่ที่การดูจากชิ้นพืช ที่ผ่านการดำเนินการไปแล้วและวิจารณญาณ
  ของผู้ปฏิบัติประกอบกัน
  3. ตัดชิ้นส่วนปลายยอดให้มีขนาด 0.3 เซนติเมตร เพื่อจำกัดเชื้อให้หมดไป
  4. นำมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ที่เตรียมขึ้น โดยใช้สูตร MS (Murashige and Skoog 1962) เป็นอาหารเบื้องแรกในการเลี้ยง ซึ่งจะประกอบไปด้วยไวตามิน  
  ฮอร์โมน แร่ธาตุต่าง ๆ เหมือนกับการให้ปุ๋ยแก่พืชเพียงแต่จับมารวมอยู่ในสูตรอาหารที่เราใช้เลี้ยงพืช
  5. เมื่อชิ้นตาเริ่มพัฒนา เป็นต้นเล็ก ๆ จะมีการสับเปลี่ยนอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณยอด โดยจะใช้ฮอร์โมน BA ปริมาณ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ผสมลงไปในอาหาร MS   ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณต้นได้ 3-5 เท่าในทุก ๆ 20 วัน หรืออาจจะอยู่ในช่วง 15-30 วัน แล้วแต่ลักษณะพืช
  6. เมื่อได้จำนวนต้นที่เพียงพอแล้ว เช่น หมื่นต้นหรือแสนต้นก็จะเปลี่ยนอาหารเพื่อให้เกิดรากโดยใช้อาหาร MS ผสมกับ NAA ปริมาณ 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร   หลังจากย้ายลงอาหารราว 3 สัปดาห์ ต้นปูเล่จะเกิดราก
  7. นำออกไปอนุบาลในโรงเรือนในถาดหลุมประมาณ 15-20 วัน
  8. จากนั้นอีก 1 เดือน ย้ายต้นลงถุงดำเพื่อแจกจ่ายสู่เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปข้อจำกัดอย่างไรก็ตามการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้ ก็ยังมีข้อจำกัด
  อยู่หลายประการ เช่น มีค่าลงทุนที่ค่อนข้างสูง ทั้งการสร้างห้องปฏิบัติการและค่าจ้างผู้ชำนาญพิเศษเฉพาะในการควบคุมการปฏิบัติงานนอกจากนี้มักพบว่าหากทำอย่าง
  ต่อเนื่อง(เกิน 9 รอบ) โดยไม่มีการตรวจกลับไปยยังต้นแรกเริ่มอาจเกิดลักษณะกลายพันธุ์ได้ พืชอาจมีอัตราการเจริญเติบโตและเกิดยอดน้อยลงจนกระทั่งถึงตายได้   ลักษณะการผันแปรทางพันธุกรรมนี้จะขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยงด้วยดังนั้น ผู้เพาะเลี้ยงจึงควรทำการตรวจสอบลักษณะความผันแปรนี้ในทุกรอบของการขยายเพิ่ม
  ปริมาณทั้งในขณะอยู่ในห้องปฏิบัติการและหลังจากย้ายไปปลูกในสภาพภายนอกแล้ว เพื่อให้พันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพมากที่สุดสำหรับพันธุ์ปูเล่ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  สามารถนำไปปลูกและขยายพันธุ์ต่อได้โดยการตัดแขนงที่แตกออกมาไปปักชำต่อได้ตามปกติ

 

 ที่มา   http://plantpro.doae.go.th

 

นายนิวัติ   นวลแก้วทวีบุญ เลขที่7 ม.6/1

 

 

 

 

 

 


การเพาะเลี้ยงเอ็มบริโอข้าวโพด
Embryo culture in maize

การเพาะเลี้ยงเอ็มบริโอข้าวโพดมีขั้นตอนดังนี้

  1. นำฝักข้าวโพด ที่มีอายุ 12-14 วันหลังจากการผสมเกสรมาฟอกฆ่าเชื้อโดยแช่ในน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อผสมกับคลอรอกซ์ 15 เปอร์เซ็นต์ และทวีน 20 2-3 หยด เขย่าเป็นเวลา 30 นาที แล้วล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วอีก 2 ครั้ง
  2. ใช้ปลายมีดฝานส่วนปลายเมล็ดทิ้งไปประมาณ 1/3 แคะเอ็มบริโอของข้าวโพด 30 เอ็มบริโอ ออกมาเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร N6 ที่เติม NAA 0.5 มก./ล. 2,4-D 2.0 มก./ล. น้ำตาลซูโครส 20 ก./ล. และวุ้น phytagel 2.6 ก./ล. (Chu, 1975) ที่บรรจุอยู่ในจานแก้ว (petridish)
  3. นำไปเก็บในที่มืด อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 วัน เมื่อเอ็มบริโอเริ่มพัฒนาเป็นต้นอ่อนมียอดยาวประมาณ1 เซนติเมตร ย้าย petridish ไปวางบนชั้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาพที่มีแสงจากหลอด Grolux และ Cool white ที่ความเข้มแสง 3,000 ลักซ์ 16 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา 6 วัน
  4. เตรียมขวดอาหารที่ใส่ Growth medium (GM) ที่เติม IBA 1 มก./ล. และน้ำตาลซูโครส 25 ก./ล. ใช้ vermiculite เป็นวัสดุค้ำจุนโดยตวง GM 45 มิลลิลิตร ใส่ในขวดที่มี vermiculite 3.3 กรัม ย้ายต้นอ่อนข้าวโพดลงในขวดในสภาพปลอดเชื้อ ขวดละ 2 ต้น ปิดฝาซึ่งเจาะรูตรงกลางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร อุดรูด้วยสำลีเพื่อเพิ่มการถ่ายเทอากาศภายในขวดเพาะเลี้ยง วางขวดบนชั้นเพาะเลี้ยงเพื่อชักนำให้มีการเจริญเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์
  5. หลังจากนั้น 18-20 วัน เมื่อต้นข้าวโพดมีใบโตเต็มที่ 3 ใบ มีรากยาวพอสมควร ย้ายต้นออกมาล้าง vermiculite ออกจากรากให้หมด จากนั้นย้ายลงปลูกในถุงพลาสติกที่มีส่วนผสมของ ดิน : ทราย : ขุยมะพร้าว อัตรา 1 : 1 : 1 ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงย้ายปลูกลงแปลง เพื่อดูการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมภายนอก

http://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/plant/58_2_plant/58-2_plant.html

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อฟักทอง

  ฟักทองมีการศึกษาทางด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อค่อนข้างเยอะมากครับ ถ้าอย่างไรลองค้นหาดูครับ อย่างเช่นผลงานวิจัยของ       Zhang et al. (2008) ได้ทดลองใช้ชิ้นส่วนของใบเลี้ยงจากเมล็ดที่มีอายุแตกต่างกัน นำไปชักนำให้เกิดยอดใหม่ในอาหารสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 0.1 มก/ล. แล้วนำยอดใหม่ไปชักนำให้เกิดรากในอาหารสูตร MS ที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต ดังภาพที่ได้แนบมาด้วยนี้

http://www.pantown.com/board.php?id=5554&area=&name=board1&...

           การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ดอกคุณานตื่นสาย ?????

ถึง  นายพิเชษฐ์

ทำใหม่นะคะ   ข้อความที่โพสต์ไม่ถูกต้องตามคำสั่งที่ให้ทำค่ะ  



ผู้แต่ง: สรรลาภ สงวนดีกุล
ชื่อเรื่อง: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบหนู
Article title: Tissue culture of miniature rose (Rosa Chinensis)
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมสัมนาทางวิชาการสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ครั้งที่ 11
Source title : Proceedings of the 11th Rajamangala Institute of Technology Seminar
หน่วยงานจัดพิมพ์: สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง
สถานที่พิมพ์: ลำปาง
ปีพิมพ์: 2537
หน้า: หน้า 81-89
จำนวนหน้า: 314 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (S405 ก27 2537 ล.1)
หมวดหลัก: F02-Plant propagation
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ROSA; TISSUE CULTURE; BUDS; NAA; BA
ดรรชนี-ไทย: กุหลาบหนู; การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ; สารเร่งการเจริญเติบโตของพืช
บทคัดย่อ:

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบหนูส่วนตาข้าง โดยวางแผนการทดลองแบบ Factorial in Completely Randomized Design (Factorial in CRD) โดยใช้ฮอร์โมน NAA เป็นปัจจัยที่ 1 มี 3 ระดับ คือ 0, 1 และ 2 มก./ลิตร BA เป็นปัจจัยที่ 2 มี 3 ระดับ คือ 0, 1 และ 2 มก./ลิตร และเปอร์เซ็นต์น้ำตาล Sucrose เป็นปัจจัยที่ 3 มี 2 ระดับ คือ 3 เปอร์เซ็นต์ และ 4 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 18 วิธีการมี 10 ซ้ำทำการทดลองที่อาคารเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อภาควิชาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2535 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2536 รวมระยะ 60 วัน ผลการทดลองปรากฏว่า ในสูตรอาหาร MS+NAA 2 มก./ลิตร +BA 2 มก.ลิตร+sucrose 4 มีการเจริญเติบโตเป็นแคลลัสดีที่สุด (2.00 ตร.ซม.) ทุกวิธีการทดลองไม่มีรากเกิดขึ้น ในสูตรอาหาร MS+BA 2 ppm+sucrose 4 เปอร์เซ็นต์ เนื้อเยื่อมีการพัฒนาเป็นยอดและใบดีที่สุด (สูง 2.7 ซม. มีจำนวนใบเฉลี่ย 6.8 ใบ) และระดับความเข้มข้นของน้ำตาล sucrose ที่สูงขึ้น ช่วยส่งเสริมให้เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตทางแคลลัสทางยอดและใบดีขึ้น

ำำะี

ที่มา  http://pikul.lib.ku.ac.th/cgi-bin

นายบุญชื่น สวัสดิ์สัมพันธ์ เลขที่ 8 ม.6/1

รองศาสตราจารย์ ดร.อรดี สหวัชรินทร์

คำนำ

ว่านสี่ทิศเป็นไม้ดอกประเภทหัวชนิด true bulb อยู่ในสกุล Hippeastrum หรือ Amaryllis จัดอยู่ในวงศ์ Amarylidaceae ว่านสี่ทิศมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา มีประมาณ 80 ชนิดด้วยกัน แต่จากการปรับปรุงพันธุ์ในต่างประเทศสามารถสร้างพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งมีลักษณะและขนาดของต้น และสีของดอก แตกต่างกันไป มีทั้งพันธุ์ที่มีกลีบดอกชั้นเดียว และดอกซ้อนจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

 

 

ว่านสี่ทิศนำเข้าจากต่างประเทศมาปลูกในประเทศไทยมานานแล้วจนเรียกว่าพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งกลุ่มแรกมีใบสีเขียว เช่น พันธุ์ดอกสีส้ม สีแดง สีชมพู และครีมขีดแดง พันธุ์เหล่านี้ออกดอกปีละครั้งในฤดูแล้ง ขณะมีช่อดอกมักจะไม่มีใบ ใบเรียวยาว กลุ่มที่สองเป็นพวกที่มีแถบสีขาวกลางใบ ได้แก่ รางเงิน รางทอง และรางนาค พันธุ์เหล่านี้ออกดอกได้ปีละหลายครั้ง ขณะที่ออกดอกมีใบด้วย ใบกว้างหนา กลีบดอกมีร่างแห อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มลูกผสมจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับความนิยมมากเนื่องจากมีดอกขนาดใหญ่ รูปทรงของดอกแตกต่างกันออกไป สีและลวดลายบนกลีบดอกสวยงาม ซึ่งพันธุ์เหล่านี้ได้จากการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1799 (Huxley และคณะ, 1992) ในประเทศแถบยุโรป อเมริกา อาฟริกาและญี่ปุ่น จนกระทั่งปัจจุบันมีพันธุ์ลูกผสมมากกว่า 300 พันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และอาฟริกาใต้ (Okubo, 1993) สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศในประเทศไทย คณะนักวิจัยของเราได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ สามารถผลิตลูกผสมข้ามพันธุ์ได้ โดยใช้ว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมือง ว่านสี่ทิศพันธุ์ต่างประเทศและกลุ่มรางเงิน รางทอง รางนาค โดยใช้วิธีผสมเกสรจากดอกที่อยู่บนต้นหรือจากช่อดอกที่แช่อยู่ในน้ำยาบานทนในห้องปฏิบัติการ สามารถติดฝักได้ และได้ทำการช่วยชีวิตลูกผสมโดยการเพาะเมล็ดอ่อน หรือเอมบริโอที่อยู่ในฝักลงบนอาหารวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยแร่ธาตุ น้ำตาล วิตามิน และสารควบคุมการเจริญเติบโต เมื่อเมล็ดงอกในขวดแล้วทำการเพิ่มปริมาณในสภาพปลอดเชื้อ สามารถผลิตลูกผสมพันธุ์ใหม่ ๆ ได้มากมายหลายพันธุ์

 

การจำแนกว่านสี่ทิศ
1. ตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์

Bryan (1989), Huxley และคณะ (1992), Okubo (1993), Bryan และ Griffiths (1995) ได้จำแนกว่านสี่ทิศตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้
1.1 Hippeastrum reticulatum มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิลตอนใต้ มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 5-6x30 ซม. ขณะออกดอกจะมีใบ จำนวนดอก 3-5 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 8 ซม. กลีบดอกสีขาว มีร่างแหสีชมพูอ่อน กลีบดอกยาว 10 ซม. ภายในผลมีเมล็ดจำนวนน้อย เมล็ดกลมสีดำและแข็ง
1.2 H. reticulatum var.striatifolium มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิล ใบมีแถบเส้นกลางใบสีขาว ใบกว้างสีเขียว เข้ม ขณะออกดอกจะมีใบ ดอกสีชมพู มีร่างแหสีชมพูเข้ม
1.3 H. equestre หรือ H. puniceum ชื่อสามัญ Barbados lily มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเม็ดซิโก ชิลี โบลิเวีย บราซิล และหมู่เกาะอินดิสตะวันตก มีหัวขนาด 8 ซม. ใบเรียว ยาวกว้าง 2-3 ซม. ขณะออกดอกจะไม่มีใบ จำนวนช่อดอกต่อหัว 2 ช่อหรือมากกว่า จำนวนดอก 2-4 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 10-15 ซม. กลีบดอกยาว 10 ซม. ดอกมีหลายสี เช่น ส้มสดคอดอกขาว ส้มคอดอกเขียว ชมพูคอดอกเหลืองปนเขียว และแดงสดคอดอกเขียว
1.4 H. reginae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิล เปรู หมู่เกาะอินดีสตะวันตก และอาฟริกาตะวันตก มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 5x60 ซม. ขณะออกดอกไม่มีใบ จำนวนดอก 2-4 ดอกต่อช่อ ดอกห้อย ขนาดดอก 12 ซม. ดอกสีแดงสด บริเวณคอดอกสีขาวปนเขียว เป็นรูปดาวขนาดใหญ่ ขนาดกลีบดอก 2.5x13.0 ซม.
1.5 H. vittatum มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาแอนดิสของเปรู มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 6-8x60 ซม. ขณะออกดอกไม่มีใบ จำนวนดอก 3-6 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 12-15 ซม. กลีบดอกสีขาวมีแถบสีแดงเข้ม บริเวณส่วนกลางของกลีบดอก กลีบดอกขนาด 4.0x15.0 ซม.
1.6 H. x johnsonii เป็นลูกผสมว่านสี่ทิศต้นแรกได้จากการผสมระหว่าง H. reginae x H. vittatum มีหัวขนาด 7.5 ซม. ใบ 3.5x75 ซม. จำนวนดอก 4 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 12.5 ซม. กลีบดอกสีแดงสดมีขีดขาว กลีบดอกยาว 10.0 ซม. โคนกลีบด้านในและด้านนอกสีเขียว
1.7 H. elegans มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ หัวขนาด 7.5-10.0 ซม. ใบกว้าง 2.5 ซม. ขณะออกดอกจะมีใบ จำนวนดอก 2-4 ต่อช่อ ดอกสีขาวปนเขียว กลีบดอกยาว 25.0 ซม. คอดอก 10.0-12.5 ซม.
1.8 H. elegans var. divifrancisci มีถิ่นกำเนิดอยู่ในโบลิเวีย มีลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ H. elegans มาก แต่แตกต่างกันคือมีคอหัวยาว 10 ซม. ก้านดอก 4.5 ซม. ปลายกลีบดอกแหลม

 

2. ตามลักษณะสีของดอก

Bryan และ Griffiths (1995), Rees (1992) ได้จำแนกว่านสี่ทิศตามลักษณะสีของดอกดังนี้
2.1 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีขาว สีครีม และขาวปนเขียว ได้แก่ White Dazzle (pure white), Christmas Gift (white)
2.2 ว่านสี่ทิศที่มีดอกส้ม ชนิดดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน ได้แก่ Orange Sovere (pure orange), Bouquet (salmon), Lydia (pale salmon)
2.3 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีชมพู ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม ชมพูปนม่วง และชมพูปนแดง ได้แก่ Susan (soft pink), Beautiful Lady (pale mandarin red), byjou (soft burnt apricot)
2.4 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีแดง แดงสด แดงเข้ม และแดงดำ ได้แก่ Cantate (milky deep red), Dutch Belle (opal rose), Ludwig's Goliath (bright scarlet), Oskar (rich deep red), Red Lion (dark red)
2.5 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีเหลือง เป็นว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมืองในแถบลาตินอเมริกัน
2.6 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีม่วงปนน้ำเงิน เป็นว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมืองที่พบตามหน้าผาแถบทะเลใต้
2.7 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีเขียว เป็นว่านสี่ทิศพื้นเมืองในแถบอเมริกากลาง ซึ่งหายากมาก
2.8 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีประ และลาย ได้แก่ Apple Blossom (white flushed pink), United Nations (White striped vermilion), Cinderella (orange with white stripe), Valentine (white with pink vein)

การปลูกเลี้ยงว่านสี่ทิศ

ว่านสี่ทิศมีหัวเป็นแบบ true bulb เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำดี เช่น ดินปนทรายที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง 6.1 ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงในกระถางควรใช้ดินผสมที่มี ดิน : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 2 : 1 :1 :1 ดินผสม 1 ลูกบาศก์เมตร ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กิโลกรัม และปูนขาวครึ่งกิโลกรัม และรดปุ๋ยเคมีละลายน้ำสูตร 15-15-15 ความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตรทุกสัปดาห์
ว่านสี่ทิศที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีใบ 4-6 ใบ จะผลิตใบใหม่ได้เดือนละใบ และทุก ๆ 4 ใบ จะมีตาดอกและจุดกำเนิดหัวการเกิดตาดอกขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของหัว หัวขนาด 22-24 เซนติเมตร ให้ช่อดอกได้ 1 ช่อ หัวใหญ่กว่า 24 เซนติเมตร ให้ดอกได้ 2 ช่อ ในต่างประเทศมีการรักษาตาดอกของว่านสี่ทิศไม่ให้ฝ่อ โดยการขุดหัวขนาดใหญ่ ผึ่งให้กาบนอกแห้งที่ 23 -องศาเซลเซียส เก็บหัวไว้ที่ 13 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ ที่ 17-29 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ ที่ 9 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ และที่ 21-25 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ เมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกในเวลา 6-8 สัปดาห์ สำหรับในประเทศไทยให้งดการให้น้ำ จนใบแห้งแล้วทำการขุดหัวที่มีขนาดใหญ่ มีเปลือกนอกสุดของหัวสีน้ำตาล หรือดำ นำไปเก็บไว้ที่ 4-10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกภายในเวลา 2 สัปดาห์

การขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศ

การขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศทำได้หลายวิธีดังนี้
1. การเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ โดยการถ่ายละอองเกสร ผลจะแก่ภายใน 30-35 วัน เมล็ดมีเปลือกสีดำ ไม่มีการพักตัว ควรนำเมล็ดไปเพาะทันที หรือภายใน 7 วัน ใช้วัสดุที่การระบายน้ำดีและมีความชื้นสม่ำเสมอ เมล็ดจะงอกภายใน 10-14 วัน
2. การแยกหัวหรือการแยกหน่อ เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิมหัวจะเกิดขึ้นบริเวณกาบใบ
3. การผ่าหัว เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิม โดยผ่าหัวตามยาวออกเป็น 4-8 ส่วน นำแต่ละส่วนแยกให้แต่ละชิ้นมี 2 กลีบหัว เรียก twin-scales ปักชำในวัสดุปลูกที่มีการระบายน้ำดี ประมาณ 3 เดือนจะเกิดหัวตามบริเวณซอกของ scales การแช่ twin scales ในสารละลาย BA หรือ kinetin ทำให้เกิดหัวได้ดีขึ้น
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิมเป็นปริมาณมาก ในเวลารวดเร็ว ในสภาพปลอดเชื้อ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ภายในดอกตูม ได้แก่ กลีบดอก ก้านชูอับละอองเกสร รังไข่ หรือจากหัวโดยใช้ส่วนของ scale ที่มี basal plate ติดอยู่ด้วย

เทคนิคการขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เนื่องจากการขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศให้ได้ต้นเหมือนเดิม โดยวิธีแยกหัว แยกหน่อ และผ่าหัว ได้หัวจำนวนน้อย และถ้าหัวเดิมเป็นโรคก็จะแพร่โรคต่อไป ปัจจุบันจึงใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาขยายพันธุ์ให้ได้หัวปลอดโรคในจำนวนมากกว่าวิธีเดิม โดยมีวิธีการดังนี้

การเพาะเลี้งเนื้อเยื่อจากส่วนของดอกตูม

1. ใช้ดอกตูมที่ยังอ่อนอยู่ กลีบดอกยังไม่คลี่ บรรยากาศภายในดอกตูมจะสะอาด นำมาล้างน้ำ
2. ใช้ปากคีบจับก้านดอกอ่อน ชุบแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วผ่านเปลวตะเกียงเพื่อให้ความร้อนฆ่าเชื้อที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของดอก
3. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อตัดเอาส่วนต่าง ๆ ได้แก่ กลีบ ดอก ก้านชูอับละอองเกสร รังไข่ นำไปเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige และ Skoog 1962) ที่เติม Benzyl adenine (BA) 3 มิลลิกรัมต่อลิตร Napthalene acetic acid (NAA) 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 30 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ควบคุมอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ ช่วงแสง 8 ชั่วโมงต่อวัน จะเกิดต้นในเวลา 1-2 เดือน แล้วนำไปเพิ่มปริมาณต่อไป

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนของหัว

1. ใช้หัวว่านสี่ทิศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ตัดใบ กาบใบ และเนื้อเยื่อส่วนฐานของหัวที่มีแผลหรือส่วนสกปรกออก แล้วลอกกาบใบชั้นนอกออก 2-3 ชั้น
2. ล้างด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วล้างน้ำให้สะอาด
3. แช่ในเอทธิลแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 2 นาที
4. ฟอกฆ่าเชื้อด้วยคลอร็อกซ์ 15 เปอร์เซ็นต์ 20 นาที และคลอร็อกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ 30 นาที
5. แช่ในน้ำที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที
6. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ตัดชิ้นส่วน twin-scales โดยการผ่าหัวพันธุ์ตามยาวผ่านตายอดออกเป็น 8-10 ส่วน แยกแต่ละชิ้นส่วนให้มี 2 กลีบหัว
7. เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เดิม BA 2 มิลลิกรัมต่อลิตร NAA 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ควบคุมอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ ช่วงแสง 8 ชั่วโมงต่อวัน จนเกิดหัวย่อยระหว่าง twin scales ใช้เวลา 2-5 เดือน
8. ทำการเพิ่มปริมาณหัว โดยเอาหัวย่อยขนาด 8-10 มิลลิเมตร ที่เกิดขึ้นมาตัดใบและรากทิ้ง แล้วผ่าหัวตามยาวโดนผ่านตายอดออกเป็น 4 ส่วน แล้วเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA 1 มิลลิกรัมต่อลิตร Zeatin 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 เดือน จะเกิดหัวย่อยได้ 5-12 หัว
9. นำหัวที่เกิดขึ้นออกมาล้างน้ำ แช่ในยากันราแล้ว นำออกปลูกในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ เมื่อต้นตั้วตัวดีแล้วย้ายออกปลูกในกระถาง ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการออกดอก

เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศ

1. การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศ การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศโดยการถ่ายละอองเกสร โดยการตัดกลีบดอกและเกสรตัวผู้ของดอกที่จะใช้เป็นแม่ในขณะดอกตูม คลุมดอกไว้ก่อน เมื่อต้องการผสมนำเกสรตัวผู้จากดอกพันธุ์พ่อที่พร้อมผสม ซึ่งมีลักษณะเป็นผง แตะบนยอดเกสรตัวเมียที่พร้อมผสม ซึ่งจะมีเมือกเหนียว การติดผลสังเกตได้จากบริเวณฐานของรังไข่จะขยายใหญ่ขึ้น ผลแก่ภายใน 30-35 วัน ให้นำเมล็ดไปเพาะทันที หรือภายใน 7 วัน เมล็ดจะงอกภายใน 2 สัปดาห์ การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศได้ทำเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1799 Arthur Johnson ชาวอังกฤษ ได้ผสมพันธุ์ระหว่างชนิด H. vittatum และ H. reginae จากอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ได้ลูกผสม H. x johnsonii ที่สามารถเจริญเติบโตและออกดอกได้ในสภาพอากาศเย็น (Huxley และคณะ, 1992) ต่อมาในระหว่างปี ค.ศ. 1909-1939 ประเทศอเมริกาได้นำว่านสี่ทิศจากประเทศอังกฤษ ทำการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ดอกใหญ่สีขาว (Griesbach และ Berberich, 1995) ส่วนประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ทำการปรับปรุงว่านสี่ทิศอย่างต่อเนื่อง ได้ผสมข้ามชนิดระหว่าง H. aulicum, H. reginae, H. reticulatum, H.rutilum, และ H. vittatum ที่นำเข้าจากประเทศบราซิล และชนิด H. psittaceum, H. leopoldii และ H. pandinum จากประเทศเปรู ได้ลูกผสมว่านสี่ทิศพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมาก และที่ได้รับความนิยมมีประมาณ 250 พันธุ์ (Khaleel และ Siemsen, 1989; Rees, 1992) ต่อมา Meerow (1991) ได้แนะนำชนิดของว่านสี่ทิศที่สมควรใช้การปรับปรุงพันธุ์ได้แก่ H. papilio, H. fragrantissimum, H. lapasense, H.caedenasianum และ H.reticulatum var. striatifolium เนื่องจากว่านสี่ทิศชนิดเหล่านี้มีลักษณะที่ดี จะทำให้ได้ลูกผสมที่มีความหลากหลายมากขึ้น
2. กฏเกณฑ์ในการคัดเลือกลูกผสมว่านสี่ทิศ Rees (1992) ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกไม้ดอกประเภทหัว ควรใช้ลักษณะที่สังเกตได้เป็นความสำคัญอันดับแรก และสามารถเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย ดังนี้คือ ขนาดของดอก รูปทรงของดอก ความยาวของก้านดอก สีของใบ ลักษณะเด่นพิเศษและเวลาการออกดอก ส่วนลักษณะที่สังเกตไม่ได้ เป็นความสำคัญอันดับรอง ได้เรียงลำดับความสำคัญมากไปน้อย ดังนี้คือความต้านทานโรค ความต้านทานความเย็น การเพิ่มปริมาณหัว ความยากง่ายในการกระตุ้นให้ออกดอก คุณภาพในการเก็บรักษาเมื่อนำไปใช้เป็นไม้ตัดดอก และความหอมของดอก
เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ในบางกรณี การผสมข้ามชนิดของพืชมักไม่สามารถติดผล และติดเมล็ดได้ เนื่องจากการเกิด pre-fertilization barrier เช่น หลอดละอองเกสรถูกยังยั้งการเจริญในก้านชูเกสรตัวเมีย (pollen stylar barrier) ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการตัดก้านชูเกสรตัวเมียให้สั้นลงแล้วถ่ายละอองเกสร หรือบางทีละอองเกสรงอกผิดปกติ เป็นเกลียวทำให้ไม่ติดผล สามารถแก้ไขโดยการผสมเกสรแล้วเพาะเลี้ยงรังไข่ในสภาพปลอดเชื้อจะช่วยให้ได้ลูกผสม สาเหตุที่ทำให้ไม่ได้ลูกผสมอีกอย่างหนึ่งคือ เกิด post-fertilization barrier เช่น เอมบริโอฝ่อตายไป หรือเอนโดสเปิร์มไม่สมบูรณ์ วิธีการแก้ไขคือทำการเพาะเลี้ยงเมล็ดอ่อน หรือเอมบริโอก่อนเมล็ดตายหรือผลร่วง โดยวิธีการช่วยชีวิตลูกผสม (embryo rescue) โดยการเลี้ยงบนอาหารวิทยาศาสตร์ในสภาพปลอดเชื้อ
เนื่องจากการผสมเกสรผลิตลูกผสมในแปลงหรือในกระถางอาจเกิดความยุ่งยาก เนื่องจากความห่างไกลของแปลงปลูก จึงได้พัฒนาวิธีการผสมเกสรจากช่อดอกที่ตัดมาจากต้นที่ไหนก็ได้ หรือที่มีการจำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกในต่างประเทศ นำมาปักในสารละลายน้ำยาบานทนในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถติดฝักและช่วยชีวิตลูกผสมโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้สำเร็จ โดยมีวิธีการดังนี้
1. ใช้ช่อดอกว่านสี่ทิศปักในสารละลายที่ทำให้ดอกไม้บานทน ตัวอย่างเช่น Physan 20 (n-alkyl dimethyl benzyl ammonium chlorides 10% และ n-akyl ethyl benzyl ammonium chlorides 10%) ในปริมาณ 1 มิลลิตรต่อลิตร หรือ Sleeton (Ansimidol 0.025%) ในปริมาณ 1 มิลลิลิตรต่อลิตรเช่นกัน นำมารวมกับน้ำตาลซูโครส 50 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ให้ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ เมื่อดอกบานทำการผสมเกสรโดยวิธีการปกติจนติดผล
2. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อนำเมล็ดอ่อนจากผลอายุ 1-3 สัปดาห์ มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige และ Skoog 1962) ที่เติม BA 2 มิลลิกรัมต่อลิตร NAA 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เมล็ดงอกใช้เวลา 3-4 สัปดาห์
3. ทำการเพิ่มปริมาณหัวของลูกผสม โดยเอาหัวย่อยมาตัดใบและรากทิ้ง แล้วผ่าหัวตามยาวโดยผ่านตายอดออกเป็น 4 ส่วน แล้วเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA 1 มิลลิกรัมต่อลิตร Zeatin 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 เดือน จะเกิดหัวย่อยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
4. นำหัวที่เกิดขึ้นในขวดออกมาล้างน้ำ แช่ในยากันรา แล้วนำออกปลูกในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ เมื่อต้นตั้งตัวดีแล้ว ย้ายออกปลูกในกระถาง ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการออกดอก ทำการคัดพันธุ์แล้วเพิ่มปริมาณต้นที่ดี โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ต้นปลอดโรคเป็นจำนวนมาก ใช้ในการเผยแพร่ต่อไป
ที่มาhttp://www.ku.ac.th/e-magazine/february46/agri/bulb.html
นางสาววิจิตรา  เชียงแรง เลขที่21 ชั้นม.6/1

           อโกลนีมา (Aglaonema) จัดเป็นไม้ใบประดับที่มีอนาคตไกล มีความงดงาม แปลกใหม่ และไม่ซ้ำกัน เป็นที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้า ทำให้มีราคาแพง และได้รับความนิยมจากตลาดทั้งไทยและต่างประเทศมากจนได้รับสมญานามว่า “ราชาแห่งไม้ประดับ” ตลาดหลักอยู่ที่อินโดนีเซีย อโกลนีมาสามารถวางประดับได้ทั้งในและนอก อาคาร เช่น เขียวหมื่นปี เงินมาก ขันหมากราชา ใช้เป็นไม้มงคล ไม้หายาก เช่น บัลลังค์ทอง บัลลังค์เพชร พูนทรัพย์ กวักทองคำ ศรีปราชญ์ หรือใช้ใบประกอบการจัดดอกไม้ เช่น โพธิ์สัตว์ก้านยาว เจ้าเมืองราช นอกจากนี้สามารถช่วยลดมลพิษภายในอาคาร คือ ช่วยดูดก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์

            การขยายพันธุ์อโกลนีมา สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือใช้เมล็ด ปกติเมล็ดของต้น อโกลนีมาที่ได้จากการผสมตัวเองจะมีลักษณะเหมือนต้นแม่ แต่ถ้ามีการผสมข้ามระหว่างสกุลสามารถสร้างลูกผสมใหม่ๆ เกิดขึ้น การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น การตอน การแยกหน่อ การชำ และ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การขยายพันธุ์ อโกลนีมาโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
             เป็นวิธีใหม่ที่ผู้ปลูกอโกลนีมาในเชิงการค้ามีความสนใจต้องการขยายพันธุ์ต้นในปริมาณมาก ต้นมีความสม่ำเสมอ สามารถนำต้นอโกลนีมามาขยายพันธ์ได้ที่ งานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีขั้นตอนดังนี้คือ

  1. คัดเลือกชนิดของเนื้อเยื่อที่เหมาะสม เช่น ข้อ ตายอด ตาข้าง เพื่อนำมาฟอกฆ่าเชื้อเริ่มแรก
  2. การฟอกฆ่าเชื้อ ล้างชิ้นส่วนของตายอด ตาข้าง ด้วยน้ำให้สะอาดฟอกด้วยน้ำยาคลอร็อกซ์ 10 % ประมาณ 15 นาที ล้างน้ำกลั่น 2 - 3 ครั้ง จากนั้นตัดชิ้นส่วนเลี้ยงในอาหารสูตรที่เหมาะสม
  3. สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มปริมาณต้น สูตรอาหารที่ใช้คือ MS และเติมฮอร์โมนในกลุ่ม cytokinin เช่น BA ความเข้มข้นประมาณ 2-5 มก/ล เพื่อชักนำให้เกิดต้นจำนวนมาก เลี้ยงในห้องควบคุมแสงประมาณ 2500 ลักซ์ และอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส
  4. การชักนำให้ออกราก นำต้นที่แข็งแรงชักนำให้ออกรากในสูตรอาหารMS ที่เติม NAA หรือ IBA 1-2 มก/ล
  5. การย้ายปลูก เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะจะมีผลต่ออัตราการรอดชีวิต ปกติใช้ปากคีบดึงเอาต้นพืชที่มีรากออกจากขวดโดยล้างวุ้นออกให้เกลี้ยง จากนั้นนำไปปลูกในวัสดุปลูก (ทรายผสมขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:1) คลุมถุงพลาสติกเพื่อรักษาความชื้นประมาณ 2 อาทิตย์ เก็บไว้ในที่ร่มอย่าให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ต้นสูญเสียน้ำไปทำให้ต้นเหี่ยว เมื่อต้นพืชตั้งตัวได้แล้วปลูกลงดินหรือปลูกเลี้ยงในเรือนเพาะชำตามปกติ

ประโยชน์จากการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

           สามารถเพิ่มปริมาณได้จำนวนมาก ต้นที่ได้มีความแข็งแรง ต้นเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน สามารถกำหนดอายุการส่งตลาดได้เป็นรุ่น




 

รงรอง หอมหวล มณฑา วงศ์มณีโรจน์ กมลศรี สระทองพรม รัตนา เอการัมย์ และ กัลยา กระต่ายทอง
ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
โทรศัพท์ 034-351-399 ต่อ439-440

ที่มาhttp://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/plant/06_plant/06_plant.html


 

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อต้นหน่อไม้ฝรั่ง

การขยายพันธุ์ต้นหน่อไม้ฝรั่งโดยทั่วไปมักใช้เมล็ดซึ่งมีราคาแพงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยเพราะเป็นลูกผสมพันธุ์ดีประเภท F1-hybrid นอกจากนี้การขยายพันธุ์โดยวิธีแบ่งกอหรือแยกหน่อนั้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรใช้ในการขยายพันธุ์ต้นหน่อไม้ฝรั่ง แต่มักจะทำได้ในปริมาณที่จำกัดและใช้เวลานานกว่า จึงไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับต้นหน่อไม้ฝรั่งมักอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง ทำให้การเจริญเติบโตของลำต้น และการให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ไม่ทันต่อความต้องการเท่ากับการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คณะผู้วิจัยจึงได้พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่ง เพื่อการเพิ่มศักยภาพในการผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่มีคุณภาพดี และมีปริมาณมากอย่างรวดเร็ว โดยได้ศึกษาวิธีการที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณต้นหน่อไม้ฝรั่งด้วยการชักนำให้เกิด somatic embryos ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงอับละอองเกสรตัวผู้ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาเทคนิคการผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่มีคุณภาพดีต่อไปในอนาคต

รูปภาพการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.rdi.ku.ac.th/kasetresearch52/04-plant/siriwan/plant_00.html

                   

RSS

แนะนำนักวิชาการ

Shawn Mayes

------------------------

       Frank Tromble

------------------------

       ดร.ธราธร ทีรฆฐิติ

------------------------

       ดร.อรนุช ลีลาพร

------------------------

     ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา

------------------------

ดร.อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์

------------------------

อ.อิทธิฤทธิ์ อึ้งวิเชียร [วว.]

------------------------

       อ.ศศธร ศรีวิเชียร

------------------------

       ธัญญ์ณัช บุษบงค์

------------------------

พีรวัธน์ จันทนกูล

------------------------

© 2014   Created by Peerapatcha [tummy] Hirunrut.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service