Botany in School Project

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการผ่านพันธุ์พืช

งานชื้นที่ 1 นักเรียนชั้น ม.6/1 ( 1 มิถุนายน 2554 )

ให้นักเรียนค้นคว้าตัวอย่างพืชที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช คนละ 1 ชนิด และบันทึกส่งในเว็บบล็อกนี้

ภายในวันที่ 6  มิถุนายน  2554

Views: 5654

Replies to This Discussion

                             การขยายพันธุ์ไม้กฤษณา

       การสืบพันธุ์ของไม้ในสกุล Aquilaria ตามธรรมชาติ มีอัตราค่อนข้างต่ำ เพราะสังเกตได้จากปริมาณของลูกไม้และกล้าไม้ที่พบขึ้นบริเวณรอบ ๆ ต้นแม่ไม้มีจำนวนน้อยมาก สาเหตุดังกล่าวเนื่องมาจากการแพร่กระจายของเมล็ดมีค่อนข้างต่ำ มีการศึกษาในป่าธรรมชาติของประเทศอินโดนีเชีย พบว่า ลูกไม้และกล้าไม้กฤษณาที่พบขึ้นกระจายอยู่รอบแม่ไม้ในรัศมี 5 เมตร มีประมาณ 88 ต้น และเมื่อระยะห่างจากแม่ไม้มากขึ้น โอกาสพบลูกไม้จะเหลือต่ำมาก โดยที่ระยะห่างจากแม่ไม้ 30 เมตร จะพบต้นกล้าเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 1 ต้น (0.3 ต้น) และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การสืบพันธุ์โดยเมล็ดเกิดได้น้อย เนื่องมาจากสัตว์ เพราะเมล็ดไม้กฤษณาจะเป็นอาหารของสัตว์จำพวกกระรอก หนู และนก  (Soehartono and Newton, 2001) ซึ่งตรงกับรายงานจากการศึกษาไม้กฤษณาภายในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า เมล็ดไม้กฤษณาที่ร่วงหล่นจากต้นแม่จะถูกสัตว์จำพวก กระรอก กัดกินเป็นอาหาร (Siripatanadilok et al. ,1991) นอกจากนี้ ยังอาจมีอุปสรรคจากความไม่เอื้ออำนวยของพื้นป่า (forest floor) เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ในป่าดิบจะมีเศษซากพืช หรือซากสัตว์ (litter) สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เมล็ดแก่ของไม้กฤษณาเมื่อร่วงหล่นลงมา ถ้าไม่สามารถสัมผัสพื้นดินได้โดยตรง เมล็ดก็จะสูญเสียความสามารถในการงอก เพราะเมล็ดไม้กฤษณาจัดเป็นเมล็ดที่มีชีวิตสั้น ดังนั้นโอกาสที่เมล็ดจะงอกและเจริญจากพื้นดินได้โดยตรงจึงมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางด้านการสืบพันธุ์ของไม้กฤษณาในป่าธรรมชาติและอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องยังมีน้อยมาก การรวบรวบข้อมูลทางด้านนี้จึงมีความจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์สายพันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรชนิดไม้นี้ในสภาพธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

                                

                                  

                                                                                                                

การขยายพันธุ์ไม้กฤษณาในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่

 

 

 

 

 

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

          สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของไม้กฤษณา มีการศึกษาของ ปรานอม และ พิมล (2538) ที่เพาะเลี้ยงชิ้นส่วนไม้กฤษณาในอาหาร 2 สูตร ได้แก่ สูตร MS (Murashige and Skoog) ดัดแปลง โดยลดความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักลงครึ่งหนึ่ง (1/2 MS) และสูตร WPM (Woody Plant Medium) พบว่า การเลี้ยงชิ้นส่วนปลายยอด และตาข้างของกฤษณาในอาหาร 1/2MS โดยการเติม BA (benzlyadenine) สามารถชักนำให้เกิดยอดได้ดีกว่า การเติม 2iP และ kinetin hormones โดย BA ความเข้มข้นที่เหมาะสมสามารถชักนำให้เพิ่มจำนวนยอดได้ดีได้แก่ 0.25, 0.5, 1, 2 และ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ BA ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร จะเพิ่มจำนวนยอดได้ดีที่สุด คือ เนื้อเยื่อปลายยอดจะเกิดยอด เท่ากับ 5 ยอด และเนื้อเยื่อตาข้างจะเกิดยอด 6.86 ยอด และ BA ความเข้มข้น 4 มิลลิกรัมต่อลิตรที่เติมในอาหารสูตร WPM ที่เลี้ยงเนื้อเยื่อปลายยอดและตาข้างของไม้กฤษณาก็ชักนำให้จำนวนยอดเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 2iP และ kinetin เหมือนในอาหาร 1/2MS เช่นกัน โดยมีจำนวนยอดของปลายยอดและตาข้างเท่ากับ 6.71 และ 8.28 ยอด ตามลำดับ และจากการชักนำให้ยอดกฤษณาเกิดราก โดยนำมาเลี้ยงในอาหารสูตร WPM ที่เติม IBA (indole butryic acid) ที่ระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน พบว่า IBA เข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร มีเปอร์เซ็นต์การเกิดรากสูงที่สุด เท่ากับ 65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีระยะเวลาในการชักนำ 30-50 วัน และเมื่อย้ายต้นกฤษณาออกปลูกในสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว กล้าไม้มีเปอร์เซ็นต์การรอดตายหลังย้ายปลูกแล้วถึง 90 เปอร์เซ็นต์

 

  

ในปี 2540 มีการศึกษาที่น่าสนใจของปราโมทย์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบหลักของสารหอมระเหย (Agaroil) เปรียบเทียบกับสารที่สกัดจากเนื้อเยื่อต้นกฤษณาที่ได้จากสภาพปลอดเชื้อ พบว่าไม่มีสารใดให้ลักษณะข้อมูลที่เป็นสารชนิดเดียวกัน และเมื่อทำการชักนำโดยการเติมน้ำมันกฤษณาลงในอาหารสังเคราะห์ที่ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อชิ้นส่วนยอดของไม้กฤษณา (สภาพปลอดเชื้อ) เพื่อให้เกิดต้นกฤษณาที่สร้างน้ำมันกฤษณาได้ พบว่า มีผลทำให้เนื้อเยื่อนั้นมีการเจริญเติบโตผิดปกติ เกิดการโป่งบวมของส่วนข้อ การคอดตัวของปล้องที่จมอยู่ในชั้นอาหาร และ การเปลี่ยนเป็นสีเหลืองของใบมีลักษณะจำเพาะ ซึ่งผลของความผิดปกตินี้เหมือนกับการใช้ฮอร์โมน abscisic acid และ ethephon เติมลงในอาหารสูตร MS ที่ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอดของไม้กฤษณาจากการศึกษาครั้งนี้เช่นกัน ลักษณะการโป่งบวมบริเวณข้อ และปล้องของชิ้นส่วนยอดต้นกฤษณาบนอาหารสังเคราะห์สูตร Murashige and Skoog (MS)   ที่เติมน้ำมันกฤษณาระดับความเข้มข้น 1-100 มิลลิลิตร นาน 6 สัปดาห์  และ ลักษณะใบของชิ้นส่วนขอดต้นกฤษณาที่เกิดเป็นสี   เหลืองที่มีลักษณะจำเพาะจากการสลายของคลอโรฟีลล์เมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตร Murashige and Skoog  ที่เติมน้ำมันกฤษณาระดับความเข้มข้น 1-100 มิลลิลิตรต่อลิตร

1.  การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ

          ปัจจุบันการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาในปริมาณมาก ๆ เพื่อผลิตกล้าสำหรับการปลูกสร้างสวนป่า ส่วนใหญ่นิยมใช้กล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด โดยเมล็ดที่แก่เต็มที่ หลังจากเก็บมาจากต้นแม่แล้ว หากนำมาเพาะทันที จะมีอัตราการงอกของสูงถึง 90–98 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม เมล็ดไม้กฤษณาจัดอยู่ในประเภท recalcitrant คือ เมล็ดจะสูญเสียความมีชีวิตเร็ว เมื่อความชื้นในเมล็ดลดต่ำลง ดังนั้น หากเมล็ดแก่ที่เก็บมาทิ้งไว้นานเกินไป อัตราการงอกของเมล็ดก็จะลดลงเรื่อย ๆ (Kundu and Kachari, 2000) นอกจากนี้ เมล็ดไม้กฤษณายังมีความชื้นค่อนข้างสูง ขั้นตอนการเก็บรักษา รวมทั้งการเพาะเมล็ด จึงควรมีความระมัดระวังการขึ้นราของเมล็ด ซึ่งจะทำให้เมล็ดเน่าเสียหรืออาจทำให้คุณภาพของเมล็ดลดต่ำลงได้ (สำหรับการผลิตกล้าไม้กฤษณาเพื่อการปลูกสร้างสวนป่าอย่างละเอียด กรุณาดูที่หัวข้อการผลิตกล้าไม้กฤษณา)

2.  การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ

          ปัจจุบันการขยายพันธุ์ไม้กฤษณาโดยวิธีการที่ไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การปักชำ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากการศึกษายังไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และมีต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง สำหรับวิธีการปักชำ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่มีการศึกษาไว้ มีดังนี้

 
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ‘ดาหลาขาว’ พันธุ์ไม้หายาก น่าสนเชิงพาณิชย์

วันที่ลง: 31/08/2548          แหล่งที่มา : เดลินิวส์  (การเกษตร)

              เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ‘ดาหลาขาว’ พันธุ์ไม้หายาก น่าสนเชิงพาณิชย์

     “ดาหลา” เป็นไม้ดอกจำพวกขิง-ข่าซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของภาคใต้ และมีการปลูกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยในเขต จ.ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มีการคัดต้นที่มีดอกสวยงามมาปลูกเพื่อประดับบ้าน นอกจากนี้ยังนิยมปลูกเพื่อนำดอกอ่อนมาบริโภคและประกอบอาหาร เช่น ข้าวยำปักษ์ใต้ ผักจิ้มบูดูหรือน้ำพริก และปัจจุบันมีการนำดอกดาหลามาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับมากขึ้น เนื่องจากดาหลามีดอกขนาดใหญ่ สีสันสดใส รูปทรงสวยงามแปลกตาทำให้เป็นที่สนใจ   ของผู้พบเห็น ตลอดจนมีอายุการใช้งานของดอกค่อน    ข้างนาน 

     ดอกดาหลาที่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไปส่วนใหญ่เป็นสีชมพูและสีแดง สำหรับวงการไม้ตัดดอก “ดาหลาขาว” ถือเป็นพันธุ์ไม้หายากที่มีความแปลก สวยงาม และมีจำนวนน้อย ทำให้มีราคาค่อนข้างสูงถึงดอกละ 200-300 บาท เมื่อเทียบกับดอกสีชมพูและสีแดงราคาจะอยู่ที่ 20-40 บาท/ดอก ขึ้นอยู่กับพันธุ์ สี แหล่งปลูก คุณภาพของดอก และวัตถุประสงค์ของการนำดอกไปใช้ 

     คุณกุหลาบ คงทอง นักวิชาการเกษตร 5 สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลาขาวในขณะปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์วิจัยยางนราธิวาส รายงานว่า ปกติการขยายพันธุ์ดาหลาสามารถทำได้โดยวิธีการแยกหน่อหรือเหง้าใต้ดินและวิธีการเพาะเมล็ด ส่วนการขยายพันธุ์ดาหลาขาวพบว่า เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดและการงอกของเมล็ดต่ำกว่าในสีแดงและสีชมพู ดังนั้น จึงร่วมกับศูนย์วิจัยยางนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลาดอกสีขาว เพื่อเพิ่มจำนวนต้นให้มากขึ้นและนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อไป 

     เทคนิคการขยายพันธุ์ดาหลาขาวโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมี 4 ขั้นตอน คือ 1.การฟอกฆ่าเชื้อและนำชิ้นส่วนไปเลี้ยง โดยเบื้องต้นทำการคัดเลือกต้นดาหลาขาวที่ให้ดอกสวยงาม และมีคุณภาพดี จากนั้นขุดเหง้าขึ้นมาจากดินนำมาทำความสะอาด ตัดส่วนรากและส่วนใบที่ไม่ต้องการออกให้หมด แล้วทำความสะอาดเนื้อเยื่อส่วนที่เหลือด้วยสบู่ และล้างน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง ตัดส่วนของตาอ่อนออกจากเหง้า ลอกกาบใบออกให้เหลือแต่ตาอ่อน 

     จากนั้นทำความสะอาดตาอ่อนที่ได้ด้วยสบู่และล้างน้ำสะอาด และฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวตาอ่อนด้วยสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์หรือสารคลอรอกซ์(Clorox) ความเข้มข้น 15% เติม TWEEN 20 จำนวน 2-3 หยด เป็นเวลา 15 นาที ต่อมาฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวตาอ่อนอีกครั้งด้วยสารคลอรอกซ์ ความเข้มข้น 5% เป็นเวลา 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำกรองที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง นำตาอ่อนมาตัดแต่งเศษของเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการออกและนำตาลงเลี้ยงในอาหารสูตร MURASHIGE AND SKOOG(MS) ที่เติม 6-BENZYLAMINOPURINE (BAP) ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 3 เดือน โดยต้องมีการเปลี่ยนอาหารเลี้ยงทุก ๆ 10 วัน 

     2. การเพิ่มปริมาณ เมื่อตาอ่อนของดาหลาพัฒนาเป็นกอขนาดเล็ก นำมาเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BAP ความเข้มข้น 4 มิลลิกรัม/ลิตร โดยต้องเปลี่ยนอาหารทุก ๆ 15 วัน 3. ชักนำให้เกิดราก เมื่อขยายกอดาหลาได้จำนวนต้นตามต้องการแล้ว ทำการคัดต้นที่มีระบบยอดสมบูรณ์ โดยตัดโคนต้นออกจากกอนำมาเลี้ยงบนอาหาร MS สูตรพื้นฐานประมาณ 7-10 วัน ต้นดาหลาจะเริ่มออกรากและพร้อมที่จะนำออกปลูกในสภาพภายนอกหลังมีระบบสมบูรณ์ มีอายุประมาณ 30 วัน 

     4. การย้ายต้นออกปลูก โดยก่อนปลูกต้องล้างวุ้นที่รากออกให้หมด ปลูกลงในวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของดินและแกลบผสมในอัตราส่วน 1 : 2 แล้วนำต้นดาหลาที่ปลูกแล้วไปใส่ไว้ในกระโจมพลาสติก 10 วัน โดยวันที่ 6 ให้เริ่มเปิดกระโจมและเปิดพลาสติกออกให้หมดภายในน              เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ‘ดาหลาขาว’ พันธุ์ไม้หายาก น่าสนเชิงพาณิชย์

     “ดาหลา” เป็นไม้ดอกจำพวกขิง-ข่าซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของภาคใต้ และมีการปลูกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยในเขต จ.ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มีการคัดต้นที่มีดอกสวยงามมาปลูกเพื่อประดับบ้าน นอกจากนี้ยังนิยมปลูกเพื่อนำดอกอ่อนมาบริโภคและประกอบอาหาร เช่น ข้าวยำปักษ์ใต้ ผักจิ้มบูดูหรือน้ำพริก และปัจจุบันมีการนำดอกดาหลามาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับมากขึ้น เนื่องจากดาหลามีดอกขนาดใหญ่ สีสันสดใส รูปทรงสวยงามแปลกตาทำให้เป็นที่สนใจ   ของผู้พบเห็น ตลอดจนมีอายุการใช้งานของดอกค่อน    ข้างนาน 

     ดอกดาหลาที่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไปส่วนใหญ่เป็นสีชมพูและสีแดง สำหรับวงการไม้ตัดดอก “ดาหลาขาว” ถือเป็นพันธุ์ไม้หายากที่มีความแปลก สวยงาม และมีจำนวนน้อย ทำให้มีราคาค่อนข้างสูงถึงดอกละ 200-300 บาท เมื่อเทียบกับดอกสีชมพูและสีแดงราคาจะอยู่ที่ 20-40 บาท/ดอก ขึ้นอยู่กับพันธุ์ สี แหล่งปลูก คุณภาพของดอก และวัตถุประสงค์ของการนำดอกไปใช้ 

     คุณกุหลาบ คงทอง นักวิชาการเกษตร 5 สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลาขาวในขณะปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์วิจัยยางนราธิวาส รายงานว่า ปกติการขยายพันธุ์ดาหลาสามารถทำได้โดยวิธีการแยกหน่อหรือเหง้าใต้ดินและวิธีการเพาะเมล็ด ส่วนการขยายพันธุ์ดาหลาขาวพบว่า เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดและการงอกของเมล็ดต่ำกว่าในสีแดงและสีชมพู ดังนั้น จึงร่วมกับศูนย์วิจัยยางนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดาหลาดอกสีขาว เพื่อเพิ่มจำนวนต้นให้มากขึ้นและนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อไป 

     เทคนิคการขยายพันธุ์ดาหลาขาวโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมี 4 ขั้นตอน คือ 1.การฟอกฆ่าเชื้อและนำชิ้นส่วนไปเลี้ยง โดยเบื้องต้นทำการคัดเลือกต้นดาหลาขาวที่ให้ดอกสวยงาม และมีคุณภาพดี จากนั้นขุดเหง้าขึ้นมาจากดินนำมาทำความสะอาด ตัดส่วนรากและส่วนใบที่ไม่ต้องการออกให้หมด แล้วทำความสะอาดเนื้อเยื่อส่วนที่เหลือด้วยสบู่ และล้างน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง ตัดส่วนของตาอ่อนออกจากเหง้า ลอกกาบใบออกให้เหลือแต่ตาอ่อน 

     จากนั้นทำความสะอาดตาอ่อนที่ได้ด้วยสบู่และล้างน้ำสะอาด และฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวตาอ่อนด้วยสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์หรือสารคลอรอกซ์(Clorox) ความเข้มข้น 15% เติม TWEEN 20 จำนวน 2-3 หยด เป็นเวลา 15 นาที ต่อมาฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวตาอ่อนอีกครั้งด้วยสารคลอรอกซ์ ความเข้มข้น 5% เป็นเวลา 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำกรองที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง นำตาอ่อนมาตัดแต่งเศษของเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการออกและนำตาลงเลี้ยงในอาหารสูตร MURASHIGE AND SKOOG(MS) ที่เติม 6-BENZYLAMINOPURINE (BAP) ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นเวลา 3 เดือน โดยต้องมีการเปลี่ยนอาหารเลี้ยงทุก ๆ 10 วัน 

     2. การเพิ่มปริมาณ เมื่อตาอ่อนของดาหลาพัฒนาเป็นกอขนาดเล็ก นำมาเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BAP ความเข้มข้น 4 มิลลิกรัม/ลิตร โดยต้องเปลี่ยนอาหารทุก ๆ 15 วัน 3. ชักนำให้เกิดราก เมื่อขยายกอดาหลาได้จำนวนต้นตามต้องการแล้ว ทำการคัดต้นที่มีระบบยอดสมบูรณ์ โดยตัดโคนต้นออกจากกอนำมาเลี้ยงบนอาหาร MS สูตรพื้นฐานประมาณ 7-10 วัน ต้นดาหลาจะเริ่มออกรากและพร้อมที่จะนำออกปลูกในสภาพภายนอกหลังมีระบบสมบูรณ์ มีอายุประมาณ 30 วัน 

     4. การย้ายต้นออกปลูก โดยก่อนปลูกต้องล้างวุ้นที่รากออกให้หมด ปลูกลงในวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของดินและแกลบผสมในอัตราส่วน 1 : 2 แล้วนำต้นดาหลาที่ปลูกแล้วไปใส่ไว้ใน

                                       การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแตงกวาพันธุ์ “พวง”

 

บทคัดย่อ
แตงกวา (Cucumis sativus L.) พันธุ์ “พวง” ของไทย สามารถตอบสนองต่อการชักนำให้เกิดแคลลัส
ได้ในอาหารสังเคราะห์ MS ที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโต พบว่าทุกสูตรอาหารที่ใช้ทดลอง สามารถชักนำ
แคลลัสได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 สัปดาห์ ส่วน embryogenic callus (EC) สามารถชักนำโดยย้าย
แคลลัสมาเลี้ยงในอาหาร MS ที่ไม่มีสารควบคุมการเจริญเติบโต (MS0) หลังเพาะเลี้ยงแคลลัสนาน 8 สัปดาห์
อัตราการชักนำ EC ได้สูงสุด 42% จากแคลลัสที่เพาะเลี้ยงจากอาหาร สูตรที่ 1 ประกอบด้วยฮอร์โมน BA
1 มก./ล. + 2,4-D 1 มก./ล. ได้ 40% จากอาหารสูตรที่ 2 มีความเข้มข้นของ BA 0.23 มก./ล. + 2,4-D 1 มก./ล.
ได้ 37% จากอาหารสูตรที่ 4 มีความเข้มข้นของ 2,4-D 2 มก./ล. และให้อัตราการเกิด EC น้อยที่สุด 14% จาก
อาหารสูตรที่ 3 มีความเข้มข้นของ 2,4-D 1 มก./ล. ส่วนผสมระหว่าง auxin และ cytokinin จึงมีความสำคัญ
ต่อการชักนำแคลลัสให้พัฒนาเป็น EC สำหรับแตงกวาพันธุ์พวงปริมาณฮอร์โมนที่เหมาะสม คือมีฮอร์โมน BA
1 มก./ล. + 2,4-D 1 มก./ล. ส่วนการเกิดต้นและรากจะพัฒนาในอาหาร MS0 ภายใน 4 สัปดาห์ โดยรวมแล้ว
การชักนำให้เกิดแคลลัส และ EC รวมทั้งพัฒนาเป็นต้นที่สมบูรณ์จากต้นอ่อนใช้เวลาประมาณ 12 สัปดาห์
ซึ่งวิธีนี้ถ้านำไปประยุกต์ในการถ่ายยีนโดยใช้ Agrobacterium tumefaciens จะทำให้ระบบการถ่ายยีนใน
แตงกวาพันธุ์พวงของไทยนั้นมีประสิทธิภาพสูงและรวดเร็ว

                    อุปกรณ์และวิธีการ
การเตรียมต้นกล้าแตงกวา
เพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ โดยแช่เมล็ดในสารละลายเอธิลแอลกอฮอล์ 70% นาน 2 นาที ย้ายลง
ฟอกฆ่าเชื้อที่ผิวในสารละลายคลอรอกซ์ 20% แช่นาน 20 นาที นำเมล็ดมาล้างด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว
3 ครั้ง จากนั้นแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออก นำเมล็ดมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige and Skoog,
1962) วางเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28°C ในสภาพที่มีแสงนาน 10 วัน
การชักนำให้เกิดแคลลัส
นำต้นกล้าแตงกวามาตัดส่วนปลายยอด และรากออก ตัดลำต้นเป็นชิ้นขนาดความยาวประมาณ 1
เซนติเมตร เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติมฮอร์โมนระดับความเข้มข้นต่างๆ ได้แก่
สูตรที่ 1 : MS+BA 1 มก./ล. +2,4-D 1 มก./ล.
สูตรที่ 2 : MS+BA 0.23 มก./ล. + 2, 4-D 1 มก./ล.
สูตรที่ 3 : MS+ 2,4-D 1 มก./ล.
สูตรที่ 4 : MS+2,4-D 2 มก./ล.
สูตรที่ 5 : MS ไม่เติมฮอร์โมน (control)
วางเพาะเลี้ยงในสภาพที่มีแสงนาน 6 สัปดาห์ บันทึกผลการเกิดแคลลัสและลักษณะของแคลลัส
การชักนำให้เกิด Embryogenic callus (EC)
นำแคลลัสที่เพาะเลี้ยงได้จากอาหารสูตรต่างๆ มาเพาะเลี้ยงต่อบนอาหารสูตร MS ที่ไม่มีสารควบคุมการ
เจริญเติบโต (MS0) บันทึกผลของอัตราการชักนำ EC หลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 และ 8 สัปดาห์
การเพาะเลี้ยงให้เกิดต้น
แยก EC ออกจากชิ้นแคลลัส เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS0 เพื่อเพิ่มปริมาณ EC และพัฒนาเป็น
somatic embryo จากนั้นย้ายต้นอ่อนเลี้ยงต่อในหลอดทดลอง ที่มีอาหาร MS0 เพื่อยืดส่วนยอดและชักนำการ
เกิดราก บันทึกระยะเวลาการเพาะเลี้ยงจนได้ต้นที่สมบูรณ์

              

                ผลการทดลอง
การชักนำให้เกิดแคลลัส
จากการเพาะเลี้ยงต้นอ่อนของแตงกวาพันธุ์พวงบนอาหารสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต
ชนิดต่างๆ ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ กัน หลังจากเพาะเลี้ยง 6 สัปดาห์ พบว่าสามารถชักนำแคลลัสได้ทุกสูตร
อาหารที่ใช้ทำการทดลองประมาณ 80% (ไม่แสดงข้อมูล) ส่วนอาหารสูตร MS ที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญ
เติบโตจะไม่สร้างแคลลัส ซึ่งแคลลัสที่เพาะเลี้ยงได้จากอาหารสูตรต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีสีขาวเหลืองและเกิด
แคลลัสปกคลุมทั้งชิ้นเนื้อเยื่อ (Fig. 1a)
การชักนำให้เกิด Embryogenic callus (EC)
หลังจากย้ายแคลลัสที่เพาะเลี้ยงได้จากอาหารสูตรต่างๆ นำมาเลี้ยงบนอาหารสูตร MS0 เมื่อเพาะเลี้ยง
4 สัปดาห์ เริ่มมีการพัฒนาของ EC เมื่อเลี้ยงต่อจนครบ 8 สัปดาห์ อัตราการชักนำ EC จะเพิ่มสูงขึ้น (Table 1)
โดยแคลลัสที่เพาะเลี้ยงจากอาหารสูตร MS ที่มี BA 1 มก./ล. + 2,4-D 1 มก./ล. มีอัตราการชักนำ EC สูงสุด
42% รองลงมาได้แก่แคลลัสจากอาหาร MS ที่มี BA 0.23 มก./ล. + 2,4-D 1 มก./ล. (40%) และแคลลัสจาก
อาหารที่เติม 2,4-D 2 มก./ล. (37%) ส่วนแคลลัสที่ได้จากสูตรอาหารที่เติม 2,4-D 1 มก./ล. มีอัตราการชักนำ
EC น้อยที่สุด 14% ลักษณะ EC ที่พบมีสีขาวเหลือง เกาะกันหลวมๆ (Fig. 1b)
การเพาะเลี้ยงให้เกิดต้น
หลังจากแยก EC ออกจากแคลลัส นำมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS0 หลังเพาะเลี้ยงประมาณ 3-4
สัปดาห์ จากการสังเกตพบว่า EC เพิ่มปริมาณมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเป็น somatic embryo และ
ต้นอ่อน (Fig. 1c) เมื่อย้ายต้นอ่อนเลี้ยงต่อในหลอดทดลองประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนจะมีใบจริงเกิดขึ้น รวม
ทั้งมีการพัฒนาของราก (Fig. 1d) โดยขั้นตอนการเพาะเลี้ยงใช้เวลา 12 สัปดาห์

 

                สรุป
การใช้ระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในแตงกวานั้น มีความจำเป็นในการพัฒนาพันธุ์แตงกวาเพื่อให้มีลักษณะ
บางประการเช่น ความต้านทานต่อไวรัส เชื้อรา หรือแบคทีเรีย เนื่องจากแตงกวาเป็นพืชผสมข้าม พันธุ์ที่มีขาย
ในท้องตลาดเป็นพันธุ์การค้าที่เป็นลูกผสม (F1 hybrid) ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่บริษัทเมล็ดพันธุ์ป้องกันการขยาย
จำนวนเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกร ดังนั้นการขยายพันธุ์หรือปรับปรุงพันธุ์จำเป็นต้องรู้แหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์หรือ
เป็นพันธุ์แท้ต้องรู้ลักษณะบางอย่าง ข้อจำกัดบางประการของการปรับปรุงพันธุ์คือ ถ้าหากลักษณะดีนั้น พบใน
พืชตระกูลแตงต่างชนิดกัน เช่น พบความต้านทานต่อไวรัสในแคนตาลูป จะไม่สามารถผสมข้ามสปีชี่ส์ได้
แต่สามารถใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมเข้าช่วยโดยการตัดต่อยีนที่ต้องการและให้ Agrobacterium เป็นตัวพายีนเข้า
สู่จีโนมแตงกวา
การชักนำให้เกิดแคลลัสจากลำต้นอ่อน (hypocotyl) ของแตงกวา สามารถทำได้โดยไม่ยุ่งยากนัก แต่
การชักนำให้เกิด embryogenic callus นั้น ในแต่ละสายพันธุ์จำเป็นต้องอาศัยสูตรอาหารและสภาพแวดล้อมที่
แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การปรับปรุงพันธุ์แตงกวาโดยอาศัยระบบการถ่ายยีนไม่มีรายงานการทดลองมา
ก่อนในประเทศไทย ผลการทดลองนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยและพัฒนาพันธุ์แตงกวาในอนาคต

 

                    


เอกสารอ้างอิง


Debeaujon, I. and M. Branchard. 1993. Somatic embryogenesis in Cucurbitaceae. Plant Cell Tissue


และ

Hojo, H. S. N. D. P. M. A. 1991. Screening of watermelon cultivars and hybrids for resistance to

papaya ringspot virus watermelon strain. Summa Phytopathologica. 17: 113-118.

Kuijpers, A. M., Bouman, H. and G.J. Deklerk. 1996. Increase of Embryogenic Callus Formation in

Cucumber by Initial Culture on High Concentration of 2,4-Dichlorophenoxyacetic Acid. Plant

Cell Tissue

Murashige, T. and F. Skoog. 1962. A revised method for rapid growth and bioassays with tobacco

tissue cultures. Plant Physiol. 15:473-497.

 





Organ Culture. 34: 91-100.และ Organ Culture. 46: 81-83.

 

                    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ มะเขือเทศ 



ผู้แต่ง: ถุงเงิน แก่นละออ; รงรอง วิเศษสุวรรณ; สุพัฒน์ อรรถธรรม
ชื่อเรื่อง: การเพาะเลี้ยงต้นมะเขือเทศจากชิ้นส่วนใบ
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการครั้งที่ 6 เทคนิคของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง
สถานที่พิมพ์: นครปฐม
ปีพิมพ์: 2531
จำนวนหน้า: หน้า 127-128
ภาษา: ไทยอังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (OH324 ก27 2531)
หมวดหลัก: F02-Plant propagation
ดรรชนี-ไทย: มะเขือเทศ; การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ; ใบ; สูตรอาหาร; แคลลัส; การเจริญเติบโต
บทคัดย่อ: การผลิตต้นมะเขือเทศจากชิ้นส่วนใบโดยตรงของมะเขือเทศพันธุ์เศรษฐกิจรวม 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สีดา, SVRDC4, VF, P502 และ Latyle ทำได้โดยนำใบที่ 4, 5 นับจากยอดของมะเขือเทศพันธุ์ต่างๆ ที่มีอายุประมาณ 2 เดือน มาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 0.8 ซม.*0.8 ซม. แล้วนำมาเลี้ยงในอาหารสูตร Murashige และ Skoog เติมฮอร์โมน NAA, IAA และ BA ในความเข้มข้นต่างๆ กัน เก็บไว้ในที่มืด 7 วัน จากนั้นนำมาเลี้ยงในที่ที่มีแสงจนครบ 30 วัน สูตรอาหารที่เหมาะสมในการชักนำใบมะเขือเทศให้เกิดเป็นต้นคือ อาหารสูตร MS ดัดแปลงโดยเติม IAA ความเข้มข้น 0.2-1 มก./ล. และ BA 2 มก./ล. พันธุ์ VF จะมีพัฒนาเป็นต้นได้เร็วที่สุดภายใน 14 วันหลังจากเริ่มเลี้ยง ปริมาณต้นเฉลี่ยของทุกพันธุ์ประมาณ 2 ต้น/ชิ้นใบ สำหรับการเพิ่มปริมาณต้นมะเขือเทศจากแคลลัสที่เจริญมาจากใบ โดยนำแคลลัสซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแข็ง สีเขียวอ่อน มาเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่เติม BA 2 มก./ล. น้ำตาล 30-40 กรัม/ลิตร พบว่าแคลลัสสีเขียวจะพัฒนาเป็นต้นภายใน 3 สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 5 ต้น/ชิ้นแคลลัส เมื่อนำต้นมะเขือเทศที่ได้มาเลี้ยงในอาหารสูตร MS ธรรมดาจะเริ่มออกรากภายใน 7 วัน เมื่อครบ 14 วัน จะมีรากมากพอที่จะย้ายลงดินปลูกได้
หมายเลข:

042468 TAB400456


 

 

 อ้างอิง    http://pikul.lib.ku.ac.th/cgi-bin/agdb1.exe?rec_id=042468&datab...

 

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากเมล็ด

Posted: 12 March, 2009 by nepenthessiam in หม้อข้าวหม้อแกงลิง-Nepenthes
Tags: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิง, Nepenthes tissue culture

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจัดได้ว่ามีผู้สนใจมิใช่น้อย เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนวิ่งเข้าหาการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ก็คือ ‘เงิน’ หรือถ้าพูดแบบสุภาพชนก็คงต้องพูดว่า ‘รายได้’ มีความรู้สึกว่าสาขาวิชาพฤกษศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ไม่ใช่สาขาที่ง่ายเลยถ้าหากเริ่มเรียนจากพื้นฐาน ซึ่งผมก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปใหม่ได้ แม้ว่าใจอยากเรียนใจแทบขาด เพราะว่าการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นับว่าเป็นตลาดที่กว้างไกล คุณสามารถเรียนรู้วิธีการพัฒนาได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ไม่มีวันหยุดนิ่ง  คุณสามารถเพิ่มจำนวน หรือพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ในระดับจิ๋วๆ หรือนาโน หากคุณทำได้นะ ผมน่ะ…ไม่ได้หรอก ด้วยความอยากรู้ของผม เอาเป็นว่าความอยากได้เงินของผมก็แล้วกันนะ นี่คือกระบวนการคิดของผมในยุคที่เล่นหม้อแรกๆ มากภายหลังความคิดดังกล่าว ก็ถูกเลิกราไป และภายหลังจากที่ได้รับการฝึกอบรมจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วความคิดที่จะทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขายหม้อด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็หดหายไปในทันที มันกลับมีความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่ทำพืชอย่างอื่นที่มันทำตลาดได้ดีกว่านี้ พืชที่เป็นของกิน พืชที่อาจจะมากกว่า 50% ของประชากรในประเทศอาจจะต้องมีไว้ประดับ เช่นไม้น้ำ ที่เลี้ยงในตู้ปลา หรือทำไม้ดอกไม้ประดับที่มีความสวยงาม พูดกันง่ายๆ เลยก็คือ ไปเล่นไม้ที่ซื้อง่ายขายคล่องจะ Work กว่าจ้ะ แต่อย่างว่าครับผมนั้นชอบเรียนลัด ตอนอบรมก็ไม่วายที่จะนำเมล็ดหม้อที่มีอยู่ไปร่วมทำการทดลองด้วย และก็สำเร็จครับ บัดนั้นมาจึงได้ทราบว่าหลักๆ ก็คือแม่น สะอาด ไว และสะอาด คือทุกกระบวนการต้องผ่านการฆ่าเชื้อ ไม่งั้นไม่สำเร็จแน่นอน แม่น คือสูตรอาหารปริมาณต้องแม่น ค่าpH ต้องอยู่ในช่วงที่กำหนด ไว คือจะทำอะไรต้องเร็วที่สุดครับ ไม่งั้นโอกาสที่เมล็ดไม่งอกมีเยอะ ผมใช้อาหารสูตร MS ในการเพาะเลี้ยงในอัตรา ½ ซึ่งก็หมายความว่าใช้สารอาหารแค่ครึ่งเดียวจากที่ใช้ตามมาตรฐาน หรือท่านจะใช้ในอัตรา 1/3 ก็ได้ครับ งอกเช่นกัน

ตารางแสดงอาหารสูตร MS หรือชื่อเต็มๆ คือ Murashige & Skoog ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน คือ Toshio Murashige และ Folke K. Skoog ในปี 1962 ใช้กับเมล็ดหม้อให้ใช้ แค่ครึ่งหนึ่ง หรือ หนึ่งในสาม ของปริมาณส่วนผสมมาตรฐานนะจ๊ะ เรื่องสูตรอาหารนี้ ก็ตามถนัดนะครับ ใครถนัดใช้สูตรไหนก็เชิญ แต่ของผมใช้สูตรนี้ผมทำขึ้น 100% ก็แล้วแต่นะ สูตรใครสูตรมัน

และในการผสมสารเคมี กรุณาแยกสารเคมีออกมาผสมเป็นกลุ่ม 5 กลุ่ม ตามที่แจ้งไว้ในตารางด้านบน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการคนสารเคมีเท่าไหร่ก็ไม่ยอมละลายออกไปนะจ๊ะ อ้อ..เกือบลืมไป สูตรนี้เป็นสูตรต่อน้ำ 1 ลิตรนะครับ

ตารางด้านบนก็เป็นราคาที่เค้าซื้อขายกันทั่วๆ ไป ใครที่หาซื้อได้ในปริมาณที่น้อยกว่านี้ก็นับว่าโชคดีครับ เพราะประหยัดงบลงไปได้บาน ราคาก็โดยประมาณนะ ลงไว้ให้เทียบได้บ้าง

 

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบัวหลวงพันธุ์บุณฑริก

บัวหลวงบุณฑริก

มีดอกขนาดใหญ่ ดอกตูม ปลายเรียว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Nelumbo nucifera Gaertn
ชื่อสามัญ HINDU LOTUS
ชื่อไทย บุณฑริก,ปุณฑริก,บัวหลวงขาว

สัตตบุษย์,บัวฉัตรขาว,บัวป้อมขาว,บัวแหลมขาว

    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบัวหลวงบุณฑริก โดยสุเมธ อินทมาตย์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

   การศึกษาเบื้องต้นในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบัวหลวงพันธุ์บุณฑริก โดยนำชิ้นส่วนตาไหลของบัวหลวงพันธุ์บุณฑริกมาฟอกฆ่าเชื้อด้วย ethanol 70% นาน 1 นาที mercuric chloride 0.1% + tween20 2 หยด นาน 10 นาที, calcium hypochlorite 5% + tween20 2 หยด นาน 30 นาที, calcium hypochlorite 1% + tween20 2 หยด นาน 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง นานครั้งละ 5 นาที ทำการทดลองชักนำชิ้นส่วนให้เกิดตา โดยน้ำไปเลี้ยงในอาหารเหลวบนอาหารแข็งสูตรต่างๆ พบว่าอาหารสูตร 1/2 MS (Murashige and Skoog,1962) ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.5 mM ที่เดิม BA ความเข้มข้น 10 mM สามารถชักนำให้เกิดตาได้มากที่สุด เมื่อเลี้ยงเป็นเวลานาน 8 สัปดาห์

                                                       รูปบัวหลวงพันธุ์บุณฑริก

http://www.kmitl.ac.th/agridata/Lotus/Research/data/KmitlSumate.html



ผู้แต่ง: สุเม อรัญนารถ
ชื่อเรื่อง: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขิงแดง
Article title: Tissue culture of red ginger (Alpinia purpurata)
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
ชื่อวารสาร: วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
วันที่: พ.ค.-ส.ค. 2537
ฉบับที่/หน้า: 12(2) หน้า 63-72
หมวดหลัก: F02-Plant propagation
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ALPINIA PURPURATA; TISSUE CULTURE; CULTURE MEDIA; SEEDLINGS; SURVIVAL
ดรรชนี-ไทย: ขิงแดง; การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ; สูตรอาหาร; BA; ความเข้มข้น; จำนวนยอด; การแตกหน่อ; อัตราการรอดตาย; วัสดุปลูก; การย้ายกล้า
บทคัดย่อ:

การศึกษาวิธีการขยายพันธุ์ขิงแดง โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ตายอดของเหง้าหรือหน่อที่แตกใหม่ นำตามาเลี้ยงบนอาหารสูตร Murashige and Skoog (MS) (1962) ที่เติม BA (6-benzyladenine) ความเข้มข้นที่ระดับต่างๆ กันคือ 0, 1, 5, 10 และ 15 มก.ต่อลิตร พบว่า BA เข้มข้น 5 มก.ต่อลิตรเหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนยอดมากที่สุดและอาหาร MS ที่เติม BA 1 มก.ต่อลิตร และ NAA 1.5 มก.ต่อลิตร ทำให้ยอดเกิดรากดีที่สุด และยังมีการแตกหน่อเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ได้ศึกษาการย้ายต้นขิงแดง (plantlets) ออกปลูกนอกสภาพปลอดเชื้อ โดยปลูกในวัสดุปลูกชนิดต่างๆ พบว่าทรายผสมขี้เลื่อยอัตราส่วน 1:1 ทำให้ต้นขิงแดงมีเปอร์เซ็นต์รอดตายมากที่สุด

ที่มา  http://pikul.lib.ku.ac.th/cgi-bin

นายวีระ กล้าพันธ์ดี ชั้น ม.6/1 เลขที่ 12

กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองของไทย

กล้วยไม้รองเท้านารีสกุล  Paphiopedilum มีชื่อสามัญว่า  Venu s’ Slipper   มีชื่อไทยว่า รองเท้านารีหรือ
รองเท้าแตะนารี

การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการขยายพันธุ์เทียม

เพื่อขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีให้ได้ปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว จึงได้ทำการทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อจากส่วนรากของ กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองตรัง-เหลืองพังงา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนาดของดอกใหญ่ ดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร และดอกบานทน เป็นที่ต้องการของตลาดและนักนิยมเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี โดยทำการเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อพบว่าราก ที่ใช้เพาะเลี้ยงสามารถให้จำนวนต้นตั้งแต่ 15-40 ต้นต่อรากซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของรากที่ใช้เพาะเลี้ยงด้วย โดยมีขั้นตอนการเพาะ เลี้ยงดังนี้
1.  เพาะเลี้ยงต้นกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองตรัง-เหลือง พังงา ในสภาพปลอดเชื้อบนอาหารสังเคราะห์สูตรมูราชิกิและสกู๊ก เพาะเลี้ยงจนกระทั่งรากมีความสมบูรณ์อวบอ้วนและแก่เต็มที่จะมีขนาดของเส้น ผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร
2.  ตัดเอาเฉพาะส่วนของรากจากข้อ 1 มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตรมูราชิกิและสกู๊กที่เติมฮอร์โมน BA และ NAA เพาะเลี้ยงประมาณ 6 เดือนจะเกิดเป็นต้นเล็กๆ บนรากเป็นจำนวนมากซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของรากด้วย ถ้ารากมีขนาดเล็กก็จะให้ จำนวนต้นน้อยกว่ารากที่มีขนาดใหญ่
3.  เพาะเลี้ยงต้นที่เกิดอยู่บนรากประมาณ 5 เดือน เพื่อให้ต้นอ่อนเจริญเติบโตได้ขนาดพอที่จะตัดแยกออกมาแล้วไม่ตาย จึงทำการตัดแยกต้นออกจากราก มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตรเดิมจนกระทั้งลูกกล้วยไม้เติบโตเต็มที่ พร้อมรากจึงย้ายออก ปลูกในธรรมชาติได้
จากการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนของรากนี้สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากใน เวลารวดเร็วกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการแยกหน่อและลูกกล้วยไม้ ก็เจริญเติบโตได้เร็วมีใบ และรากสมบูรณ์ แข็งแรงพร้อมที่จะนำออกปลูกในสภาพธรรมชาติและเพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืช ไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากป่าตามพระราชเสาวนีย์ให้ขยายพันธุ์กล้วยไม้ รองเท้านารีปลูกคืนป่าตามโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอัน เนื่องมาจากพระราชดำริด้วย 

อโกลนีมา (Aglaonema) จัดเป็นไม้ใบประดับที่มีอนาคตไกล มีความงดงาม แปลกใหม่ และไม่ซ้ำกัน เป็นที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้า ทำให้มีราคาแพง และได้รับความนิยมจากตลาดทั้งไทยและต่างประเทศมากจนได้รับสมญานามว่า “ราชาแห่งไม้ประดับ” ตลาดหลักอยู่ที่อินโดนีเซีย อโกลนีมาสามารถวางประดับได้ทั้งในและนอก อาคาร เช่น เขียวหมื่นปี เงินมาก ขันหมากราชา ใช้เป็นไม้มงคล ไม้หายาก เช่น บัลลังค์ทอง บัลลังค์เพชร พูนทรัพย์ กวักทองคำ ศรีปราชญ์ หรือใช้ใบประกอบการจัดดอกไม้ เช่น โพธิ์สัตว์ก้านยาว เจ้าเมืองราช นอกจากนี้สามารถช่วยลดมลพิษภายในอาคาร คือ ช่วยดูดก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ การขยายพันธุ์ อโกลนีมาโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็น วิธีใหม่ที่ผู้ปลูกอโกลนีมาในเชิงการค้ามีความสนใจต้องการขยายพันธุ์ต้นใน ปริมาณมาก ต้นมีความสม่ำเสมอ สามารถนำต้นอโกลนีมามาขยายพันธ์ได้ที่ งานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีขั้นตอนดังนี้คือ 1. คัดเลือกชนิดของเนื้อเยื่อที่เหมาะสม เช่น ข้อ ตายอด ตาข้าง เพื่อนำมาฟอกฆ่าเชื้อเริ่มแรก 2. การฟอกฆ่าเชื้อ ล้างชิ้นส่วนของตายอด ตาข้าง ด้วยน้ำให้สะอาดฟอกด้วยน้ำยาคลอร็อกซ์ 10 % ประมาณ 15 นาที ล้างน้ำกลั่น 2 - 3 ครั้ง จากนั้นตัดชิ้นส่วนเลี้ยงในอาหารสูตรที่เหมาะสม 3. สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มปริมาณต้น สูตรอาหารที่ใช้คือ MS และเติมฮอร์โมนในกลุ่ม cytokinin เช่น BA ความเข้มข้นประมาณ 2-5 มก/ล เพื่อชักนำให้เกิดต้นจำนวนมาก เลี้ยงในห้องควบคุมแสงประมาณ 2500 ลักซ์ และอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส 4. การชักนำให้ออกราก นำต้นที่แข็งแรงชักนำให้ออกรากในสูตรอาหารMS ที่เติม NAA หรือ IBA 1-2 มก/ล 5. การย้ายปลูก เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะจะมีผลต่ออัตราการรอดชีวิต ปกติใช้ปากคีบดึงเอาต้นพืชที่มีรากออกจากขวดโดยล้างวุ้นออกให้เกลี้ยง จากนั้นนำไปปลูกในวัสดุปลูก (ทรายผสมขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:1) คลุมถุงพลาสติกเพื่อรักษาความชื้นประมาณ 2 อาทิตย์ เก็บไว้ในที่ร่มอย่าให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ต้นสูญเสียน้ำไปทำให้ต้นเหี่ยว เมื่อต้นพืชตั้งตัวได้แล้วปลูกลงดินหรือปลูกเลี้ยงในเรือนเพาะชำตามปกติ ประโยชน์จากการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถเพิ่มปริมาณได้จำนวนมาก ต้นที่ได้มีความแข็งแรง ต้นเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน สามารถกำหนดอายุการส่งตลาดได้เป็นรุ่น

 

 

 

 ที่มา http://www.fufu.us/fair/goods/25

 นายสมชาติ หยกยิ่งเจริญลาภ เลขที่14 ชั้น ม.6/1

RSS

แนะนำนักวิชาการ

Shawn Mayes

------------------------

       Frank Tromble

----------------------

อ.ศศธร ศรีวิเชียร

------------------------

อ.อิทธิฤทธิ์ อึ้งวิเชียร [วว.]

------------------------

       ธัญญ์ณัช บุษบงค์

------------------------

 

พีรวัธน์ จันทนกูล

------------------------

 

© 2014   Created by Peerapatcha [tummy] Hirunrut.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service